Wednesday, February 29, 2012

THANK YOU (ขอบคุณ)















อาจเป็นเพราะฟ้า
อาจเป็นเพราะสายลม
อาจเพราะจันทร์ดวงกลมๆ
ที่ทำให้เราพานพบ
อาจเป็นเพราะบังเอิญ
ที่เราเดินทางมาบรรจบ
ให้เราได้พบ
ได้รักและได้ผูกพัน

..............

จะขอบคุณฟ้า
จะขอบคุณสายลม
หรือใครที่เป็นคน
ทำให้เราไ้ด้เจอกัน
จะขอบคุณทุกอย่าง
ที่ทำให้เธอมองเห็นฉัน
แต่ขอบคุณที่สุดนั้น
คือเธอที่รักฉันหมดใจ

..ได้ยินไหม
ฉันก็รักเธอเช่นกัน


.......................................................
By Kalyakorn Naksompop
Written on January 17, 2010

Sunday, January 9, 2011

A Note for 2010

Another year is about to pass by. I guess it's true that people said time flies. Fortunately, this passing year has been very productive for me.

I found my passion for education. I learned a lot from my grad school. Then, I begun my career as educator. I've also started another career as designer.

I got to do what I love to do. This is the best thing I can ask for.

Therefore, I wish this coming year to be as productive, to be as fun, and to be as worth looking back at.

As for the country, many things has happened. Too many things...

I just hope we haven't forgotten and I hope we ALL learned something. I hope we'll stop being passive and start being more active. Stop tolerating the incorrects and start doing something. I also hope people can now learn to think with their full sense and stop relying on others' analysis or thoughts. That is the only way we won't be used as tools.

Most of all, I hope people will start thinking for "ALL" ...not for one or for a group. This entire country has to move together in order to move forward.

Otherwise, it WILL happen again in a very near future and I don't believe that's what we want.

Or do we?

............................…….........................
Kalyakorn Naksompop
December 31, 2010

Tuesday, November 9, 2010

กาลครั้งหนึ่ง ท่ามกลางดวงดาวและเสียงเพลง

เปิดเพลงดังๆในหู

เต้นรำคนเดียว

ท่ามกลางแสงจันทร์

ท่ามกลางหมู่ดาว



ให้ลมเย็นๆปะทะใบหน้า

ให้อารมณ์ไหลไปกับเสียงดนตรี

ให้ราตรีเต็มไปด้วยสีสัน

...ของชีวิต

ที่เราวาดมันขึั้นมา



ละเลงอารมณ์ที่โบกพลิ้วไหว

ไปบนผืนผ้าใบที่ไร้ตัวตน



เพื่อระบาย

เพื่อปลดปล่อย

เพื่อหลุดพ้น

จากพันธการแห่งความรู้สึก



...จงปล่อยใจให้ระคนไปกับตัวโน๊ต

และปล่อยร่างกายให้หมุนไปกับจังหวะหัวใจ



....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
10 พฤศจิกายน 2553

The Untold

















Love it, hate it, miss it

Even it's so unkind

Embrace it and despise it

Erase it from your mind



But feel it and hold it

It deepens in your soul

Beat it, forget it, leave it

It's just the untold



---------------------------



Well, if it's that easy

I would have been gone

But it touched me so deeply

And my heart has been torn


....................................................................
Kalyakorn Naksompop
October 11, 2010

Thursday, September 30, 2010

คำพูดร้ายๆ

เธอไม่รู้ เธออาจไม่เคยรู้

หรือเธอรู้ แต่เธอไม่เคยคิด

คำพูด มีพลัง

คำพูดดีๆ เป็นกำลังให้ชีวิต

คำพูดร้ายๆ มีพลังทำร้าย

เจ็บลึก

ฝังแน่น


ใช่.. ฉันอ่อนไหว

แต่ฉันก็อ่อนไหวของฉันมาแต่ต้น

เธอเองก็อ่อนไหว

แล้วทำไมฉันจึงเป็นคนผิดที่อ่อนไหว ...?


คำพูด.. ร้ายๆ

มันทำร้าย

มันเกาะกินใจแบบลึกๆ

แม้ไม่ตั้งใจ

แต่มันจะฝังอยู่ไปอีกแสนนาน


แล้วทั้งเธอและฉัน

ก็ต้องเจ็บปวดกับคำพูดที่เธอไม่คิด

ไปอีกแสนนาน



.......................................................
กัลยกร นาคสมภพ
30 กันยายน 2553

หลับไปเลยดีไหม

หลับไปเลยดีไหม

ปล่อยใจไปกับสายลม

เสียงเพลงเคล้ากลบความขื่นขม

เอนตัวลง.. หลับให้สบาย


...หลับไปเสียเลยดีไหม

ปล่อยใจให้เคว้งคว้าง

ปล่อยน้ำตา่ที่ไหลเป็นทาง

ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไป


จะได้ไม่ต้องรู้

จะได้ไม่ต้องแบกรับ

ไม่้ต้องได้ยิน ได้ฟัง

เมื่อคนที่ว่ารักกัน

ทำให้ช้ำใจ


ก็ไม่อยากฟัง

คำพูดร้ายๆ ที่ทำร้ายใจ


...หลับไปเสียเลยดีไหม

Monday, September 27, 2010

จาก "ยุพดี" ถึงสิทธิสตรีเพศ

ไม่ได้เขียนเถึงอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษาเสียนาน (บล๊อกเกี่ยวกับการศึกษา: http://kalyakornn.blogspot.com/) แต่เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสชมภาพยนต์เรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ผลงานล่าสุดของหม่อมน้อย - หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล บอกตรงๆว่าคันไม้คันมือ อดใจเขียนถึงงานชิ้นนี้ไม่ได้จริงๆ

ยุพดี แม่ม่ายยังสาวชาวสยาม ผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ เพราะเธอเต็มไปด้วยความงาม ทั้งในด้านรูปโฉม กิริยา ความรู้ และความฉลาด แม้จะเป็นผู้หญิงเข้มแข็งแต่เธอก็มีปมในใจ ยุพดีเบื่อความจำเจ และเกลียดกรอบประเพณีที่ทำให้ผู้หญิง "ไร้ิอิสระ" ทั้งชีวิตเธอจึงโหยหาแต่อิสระภาพ เธอแต่งงานกับฝรั่ง แต่เมื่อความรักนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เธอก็หย่า ยอมเป็นแ่ม่ม่าย เมื่อเธอเจอกับ "พะโป้" ผู้ทรงอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้าน เธอจึงตัดสินใจแต่งงานกับเขา เพื่อจะหลบหนีออกจากกรุงเทพที่แสนน่าเบื่อ

เราต้องไม่ลืมว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในสมัย "คณะราษฎร์" ซึ่งหมายถึงเมื่อสมัุย 70 กว่าปีที่แล้ว ผู้หญิงทำงานมีการศึกษาเป็นสิ่งที่หาได้ยาก การแต่งงานกับฝรั่งถือเป็นเรื่องที่ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ไหนเลยจะเรื่องการหย่าร้าง ผู้หญิงที่เป็นแม่ม่ายในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย ยิ่งไปกว่านั้น ยุพดียังแต่งงานครั้งที่ 2 กับคนที่เพิ่งเจอกันไม่กี่วัน พูดง่ายๆคือ ยุพดีเป็นหญิงนักขบถของยุคสมัยที่ยังไม่มีใครสนใจคำว่า "สิทธิสตรี"

สิ่งที่ทำให้เราชื่นชมหม่อมน้อยสุดหัวใจ คือการทำให้ยุพดีเป็นตัวละครที่มีสีสันและมีมิติลึกซึ้ง หม่อนน้อยทำให้ยุพดีมีการพัฒนาตัวละครอย่างน่าสนใจ เมื่อตอนที่แต่งงานกับฝรั่ง ยุพดียังเป็นเพียงเด็กผู้หญิงใสซื่อ ที่หวังว่าการแต่งงานกับคนต่างชาติจะพาเธอหลุดพ้นจากสิ่งที่เธอเกลียดได้ แต่มันก็ไม่ประสบความเร็จเมื่อผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยก็เห็นเธอเป็นเพียง วัตถุทางเพศ เธอจึงได้เรียนรู้และเติบโตที่จะใช้ความเป็นวัตถุทางเพศของเธอปั่นหัวผู้ชาย สิ่งสำคัญคือหม่อมน้อยวางให้ยุพดีเป็นผู้หญิงเก็บกดที่อึดอัดกับสิ่งที่เป็น อยู่ในสังคม และปมนี้เองที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ จนนำไปสู่จุดจบของชีวิตที่ไม่สวยงาม

หลังชมภาพยนต์เรื่องนี้จบ จำได้ว่าเรากับแฟนได้มีการถกกันเรื่อง "ยุพดี" แฟนเราไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เลย ด้วยเหตุที่ว่าเธอยอมตกเป็นทาสของกิเลศและราคะของตัวเอง แต่เรากลับรักยุพดีเหลือเกิน เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะเราและยุพดีมีวิธีคิดที่คล้ายกัน ทำให้เราเข้าใจตัวละครตัวนี้ แต่เรากับยุพดีต่างกันที่เราเป็นผู้หญิงในยุคปัจจุบัน เพราะแม้โลกจะยังมีปัญหาเรื่องสิทธิสตรีอยู่ เราก็ยังมีทางเลือกและทำอะไรได้เยอะกว่ามาก ในขณะที่ยุพดีแทบจะไม่มีทางเลือกอะไรเท่าไหร่ เธอจึงเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารจับใจในสายตาของเรา

อย่างที่บอกว่าสมัยนั้น "ผู้หญิง" ทำอะไรได้น้อยเหลือเกิน เมื่อยุพดีเป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งฉลาด ที่สำคัญคือเธออยากเป็นอะไรมากกว่าที่ผู้หญิงในตอนนั้นจะเป็นได้ แต่ด้วยกรอบของสังคม ยุพดีจึงเลือกที่จะปลดปล่อยความอึดอัดนั้นออกมาทางเพศ เธอยั่วยวนผู้ชาย เธอใช้ความมีเสน่ห์ของเธอให้เป็นประโยชน์เพื่อให้ได้สิ่งที่เธอต้องการ

หัน กลับมามองถึงผู้หญิงในยุคปัจจุบัน จริงอยู่ที่เราทำอะไรได้มากขึ้น ด้วยสถานภาพของผู้หญิงทุกวันนี้ก็เรียกได้ว่าลืมตาอ้าปากได้ สังคมมองเราที่ความสามารถมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเรื่อง "สิทธิสตรี" นั้นยังมีอยู่จริง ผู้หญิงในประเทศตะัวันออกกลางยังคงไม่สามารถมีปากมีเสียง หากถูกข่มขืน พวกเธอก็ถูกประณามว่าเป็นคนผิด ทำให้ครอบครัวอับอาย หลายคนถูกทำร้ายหรือถูกฆ่าเพื่อล้างอาย นอกจากนั้น พวกเธอเลือกคนรักเองไม่ได้ หากเธอโชคร้ายเจอสามีเลว เธอก็ต้องใช้วิธีอดทน มีบ้างเหมือนกันคนที่ทนไม่ได้แล้วหนีออกจากบ้านสามี หลายครั้ง พวกเธอเหล่านั้นถูกตามล่าและก็ถูกลงโทษแบบเดิมคือ ถูกฆ่าไม่ก็ถูกทำร้าย ที่โหดร้ายกว่านั้นคือกฏหมายก็อนญาติให้พวกเธอได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น อย่างในกรณีของผู้หญิงที่เพิ่งขึ้นปกนิตยสรไทมส์ไปเมื่อไม่นาน (http://www.guardian.co.uk/media/greenslade/2010/jul/30/time-magazine-news-photography)

ในแอฟริกา ผู้หญิงก็ยังโดนกดขี่ทางเพศ ทุกๆ 10 นาที เด็กผู้หญิงในแอฟริกาจะถูกตัดบางส่วนของอวัยเพศออกและเย็บให้เล็กลง (female genital mutilation) เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานได้ พิธีกรรมนี้มีการพบในแถบตะวันออกกลางและบางพื้นที่ในเอเชียด้วยเช่นกัน (http://wolvesdreams.tripod.com/FGM.html)

ในเมืองไทย เราคงได้ยินกันบ่อยๆ เกี่ยวกับการ "ขายลูกสาว" ให้ไปเป็นโสเ้ภณีเพื่อให้ที่บ้าน "มีอันจะกิน" โดยที่ครอบครัวของพวกเธอไม่ได้สนใจว่าพวกเธอจะลำบากแค่ไหน ต้องเสี่ยงกับอะไรบ้าง เช่นเดียวกับการผลักดันให้ลูกสาวมี "ผัวฝรั่ง" เพื่อแค่ได้มีบ้านปูนและมีรถขับให้เป็นที่เชิดหน้าชูตา เราไม่ได้พูดถึงกรณีของคู่ที่รักกันจริงๆ แต่เราพูดถึงคนที่ถูกสอนให้หลอกเอาเงินจากสามีฝรั่งเท่านั้น

ลองมองกรณีอื่นที่หันออกไปจากเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเพศสักหน่อย เมื่อปี 2000 สหประชาชาติได้ประกาศ "เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ" (Millennium Goals) โดยการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงถือ "ความเท่าเทียมทางเพศ (gender equality)" ปัจจุบันมีเด็กกว่า 100 ล้านคนไม่ได้เรียนหนังสือ 2 ใน 3 เป็นเด็กผู้หญิง (http://www.endpoverty2015.org/) และเหตุผลที่เด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนหนังสือก็เป็นเพียงเพราะพวกเขาเป็น ผู้หญิง จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการศึกษา

ถ้าจะพูดถึงกรณีที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกนิด เมื่อไม่นานมานี้เราได้งานสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่ง โดยที่ตอนแรกทางมหาวิทยาลัยตั้งใจจะรับแต่พวก native speaker หรือเจ้าของภาษาที่เป็นคนต่างชาติเท่านั้นมาสอนภาษาอังกฤษ พอเล่าให้เพื่อนคนหนึ่งฟัง เขากลับทำหน้าตกใจมากและถามว่าเป็นไปได้ยังไง แล้วก็สรุปเอาเองว่า "อ๋อ... คนสวยน่ะเนอะ ทำอะไรก็ได้" เราโกรธมากเพราะรู้สึกว่ากำลังโดนดูถูก แต่เมื่อเรากลับมาคิดอีกทีก็รู้สึกว่่าน่าเศร้า เพราะจะเรื่องผู้หญิงในตะวันออกกลางก็ดี หรือเรื่องที่เราโดนมองข้ามความสามารถก็ดี สุดท้ายแล้วมันก็คือเรื่องของ "มุมมองของสังคมที่มีต่อผู้หญิง" ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน สายตาของคนมากมายในสังคมก็ยังคงมองผู้หญิงเป็นแค่สัญญลักษณ์ทางเพศ ที่มีดีเมื่อสวยงามหรือเมื่อเป็นเครื่องสนองอารมณ์ราคะเท่านั้น อาจจะฟังดูแรงแต่มันเป็นเรื่องจริง

ที่น่าเศร้ากว่านั้น คือการที่แม้แต่ตัวผู้หญิงเองก็มองเห็นเป็นแบบนั้นด้วย ผู้หญิงบางคนชื่นชมผู้หญิงอีกคนแค่เพราะสวย หรือเพราะมีสามีรวย บางคนยอมเสี่ยงตายเพื่อให้มีหุ่นผอมเพรียว จะได้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น ในขณะที่หลายคน เช่นในกรณีที่กล่าวมา ยอมให้ลูกสาวถูกตัดอวัยเพศ ยอมให้ลูกสาวถูกบังคับให้แต่งงาน หรือยอมขายลูกสาวเพื่อหาเงิน

เราไม่ได้พูดเพื่อต้องการเรียกร้องสิทธิสตรี เราไม่ต้องการให้ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติดีกว่าผู้ชาย หรือได้รับการปกป้องมากเกินจำเป็น เราไม่ได้ต้องการให้ผู้ชายลุกให้นั่งเวลาขึ้นรถไฟฟ้า เราแค่เชื่อในความเท่าเทียม ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดได้จริงก็ต่อเมื่อคนมีความเคารพให้ผู้อื่นจากข้างใน โดยปราศจากการตัดสินคนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นที่สีผิว ความเชื่อ หรือเพศ เราจึงแค่ต้องการอยากจะเล่าให้ฟังว่าบางทีอาจจะถึงเวลาแล้วนะ ที่พวกเราควรจะต้องทำอะไรสักอย่าง อาจจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนทัศนะคติของตัวเอง จะผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ จะพุทธ คริส อิสลาม จะรวยจน หรือจะอ้วนผอมอย่างไร สุดท้ายแล้วก็มนุษย์เหมือนกัน เราควรจะมองข้ามสิ่งต่างๆ นี้ไปและดูที่เนื้อในว่าแต่ละคนมีดีหรือมีความสามารถอย่างไร แล้วค่อยว่ากันต่อ ดีไหม?

ไม่อย่างนั้นผู้หญิงอีกมากมายก็ต้องเป็นอย่างยุพดี ต้องดิ้นรนหาทางออกเืพื่อให้ตนเองมีสิ่งที่ภาคภูมิใจได้ ซึ่งสุดท้ายทางที่เลือกนั้นอาจนำไปสู่จุดจบที่น่าเศร้ายิ่งกว่ายุพดีอีกก็ได้


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
14 กันยายน 2553


ปล. ยุพดี.. ฉันรักและเห็นใจเธอจริงๆ



ตัวอย่างภาพยนต์ "ชั่วฟ้าดินสลาย": http://www.youtube.com/watch?v=IF0cecVhKkw

วิดีโอน่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือ "Half the Sky" และการค้าผู้หญิง (ภาษาอังกฤษ): http://www.youtube.com/watch?v=1_Hc1uZySo4