Tuesday, November 9, 2010

กาลครั้งหนึ่ง ท่ามกลางดวงดาวและเสียงเพลง

เปิดเพลงดังๆในหู

เต้นรำคนเดียว

ท่ามกลางแสงจันทร์

ท่ามกลางหมู่ดาว



ให้ลมเย็นๆปะทะใบหน้า

ให้อารมณ์ไหลไปกับเสียงดนตรี

ให้ราตรีเต็มไปด้วยสีสัน

...ของชีวิต

ที่เราวาดมันขึั้นมา



ละเลงอารมณ์ที่โบกพลิ้วไหว

ไปบนผืนผ้าใบที่ไร้ตัวตน



เพื่อระบาย

เพื่อปลดปล่อย

เพื่อหลุดพ้น

จากพันธการแห่งความรู้สึก



...จงปล่อยใจให้ระคนไปกับตัวโน๊ต

และปล่อยร่างกายให้หมุนไปกับจังหวะหัวใจ



....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
10 พฤศจิกายน 2553

The Untold

















Love it, hate it, miss it

Even it's so unkind

Embrace it and despise it

Erase it from your mind



But feel it and hold it

It deepens in your soul

Beat it, forget it, leave it

It's just the untold



---------------------------



Well, if it's that easy

I would have been gone

But it touched me so deeply

And my heart has been torn


....................................................................
Kalyakorn Naksompop
October 11, 2010

Thursday, September 30, 2010

คำพูดร้ายๆ

เธอไม่รู้ เธออาจไม่เคยรู้

หรือเธอรู้ แต่เธอไม่เคยคิด

คำพูด มีพลัง

คำพูดดีๆ เป็นกำลังให้ชีวิต

คำพูดร้ายๆ มีพลังทำร้าย

เจ็บลึก

ฝังแน่น


ใช่.. ฉันอ่อนไหว

แต่ฉันก็อ่อนไหวของฉันมาแต่ต้น

เธอเองก็อ่อนไหว

แล้วทำไมฉันจึงเป็นคนผิดที่อ่อนไหว ...?


คำพูด.. ร้ายๆ

มันทำร้าย

มันเกาะกินใจแบบลึกๆ

แม้ไม่ตั้งใจ

แต่มันจะฝังอยู่ไปอีกแสนนาน


แล้วทั้งเธอและฉัน

ก็ต้องเจ็บปวดกับคำพูดที่เธอไม่คิด

ไปอีกแสนนาน



.......................................................
กัลยกร นาคสมภพ
30 กันยายน 2553

หลับไปเลยดีไหม

หลับไปเลยดีไหม

ปล่อยใจไปกับสายลม

เสียงเพลงเคล้ากลบความขื่นขม

เอนตัวลง.. หลับให้สบาย


...หลับไปเสียเลยดีไหม

ปล่อยใจให้เคว้งคว้าง

ปล่อยน้ำตา่ที่ไหลเป็นทาง

ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไป


จะได้ไม่ต้องรู้

จะได้ไม่ต้องแบกรับ

ไม่้ต้องได้ยิน ได้ฟัง

เมื่อคนที่ว่ารักกัน

ทำให้ช้ำใจ


ก็ไม่อยากฟัง

คำพูดร้ายๆ ที่ทำร้ายใจ


...หลับไปเสียเลยดีไหม

Monday, September 27, 2010

จาก "ยุพดี" ถึงสิทธิสตรีเพศ

ไม่ได้เขียนเถึงอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษาเสียนาน (บล๊อกเกี่ยวกับการศึกษา: http://kalyakornn.blogspot.com/) แต่เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสชมภาพยนต์เรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" ผลงานล่าสุดของหม่อมน้อย - หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล บอกตรงๆว่าคันไม้คันมือ อดใจเขียนถึงงานชิ้นนี้ไม่ได้จริงๆ

ยุพดี แม่ม่ายยังสาวชาวสยาม ผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ เพราะเธอเต็มไปด้วยความงาม ทั้งในด้านรูปโฉม กิริยา ความรู้ และความฉลาด แม้จะเป็นผู้หญิงเข้มแข็งแต่เธอก็มีปมในใจ ยุพดีเบื่อความจำเจ และเกลียดกรอบประเพณีที่ทำให้ผู้หญิง "ไร้ิอิสระ" ทั้งชีวิตเธอจึงโหยหาแต่อิสระภาพ เธอแต่งงานกับฝรั่ง แต่เมื่อความรักนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เธอก็หย่า ยอมเป็นแ่ม่ม่าย เมื่อเธอเจอกับ "พะโป้" ผู้ทรงอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้าน เธอจึงตัดสินใจแต่งงานกับเขา เพื่อจะหลบหนีออกจากกรุงเทพที่แสนน่าเบื่อ

เราต้องไม่ลืมว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นในสมัย "คณะราษฎร์" ซึ่งหมายถึงเมื่อสมัุย 70 กว่าปีที่แล้ว ผู้หญิงทำงานมีการศึกษาเป็นสิ่งที่หาได้ยาก การแต่งงานกับฝรั่งถือเป็นเรื่องที่ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับ ไหนเลยจะเรื่องการหย่าร้าง ผู้หญิงที่เป็นแม่ม่ายในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย ยิ่งไปกว่านั้น ยุพดียังแต่งงานครั้งที่ 2 กับคนที่เพิ่งเจอกันไม่กี่วัน พูดง่ายๆคือ ยุพดีเป็นหญิงนักขบถของยุคสมัยที่ยังไม่มีใครสนใจคำว่า "สิทธิสตรี"

สิ่งที่ทำให้เราชื่นชมหม่อมน้อยสุดหัวใจ คือการทำให้ยุพดีเป็นตัวละครที่มีสีสันและมีมิติลึกซึ้ง หม่อนน้อยทำให้ยุพดีมีการพัฒนาตัวละครอย่างน่าสนใจ เมื่อตอนที่แต่งงานกับฝรั่ง ยุพดียังเป็นเพียงเด็กผู้หญิงใสซื่อ ที่หวังว่าการแต่งงานกับคนต่างชาติจะพาเธอหลุดพ้นจากสิ่งที่เธอเกลียดได้ แต่มันก็ไม่ประสบความเร็จเมื่อผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยก็เห็นเธอเป็นเพียง วัตถุทางเพศ เธอจึงได้เรียนรู้และเติบโตที่จะใช้ความเป็นวัตถุทางเพศของเธอปั่นหัวผู้ชาย สิ่งสำคัญคือหม่อมน้อยวางให้ยุพดีเป็นผู้หญิงเก็บกดที่อึดอัดกับสิ่งที่เป็น อยู่ในสังคม และปมนี้เองที่ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆ จนนำไปสู่จุดจบของชีวิตที่ไม่สวยงาม

หลังชมภาพยนต์เรื่องนี้จบ จำได้ว่าเรากับแฟนได้มีการถกกันเรื่อง "ยุพดี" แฟนเราไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เลย ด้วยเหตุที่ว่าเธอยอมตกเป็นทาสของกิเลศและราคะของตัวเอง แต่เรากลับรักยุพดีเหลือเกิน เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะเราและยุพดีมีวิธีคิดที่คล้ายกัน ทำให้เราเข้าใจตัวละครตัวนี้ แต่เรากับยุพดีต่างกันที่เราเป็นผู้หญิงในยุคปัจจุบัน เพราะแม้โลกจะยังมีปัญหาเรื่องสิทธิสตรีอยู่ เราก็ยังมีทางเลือกและทำอะไรได้เยอะกว่ามาก ในขณะที่ยุพดีแทบจะไม่มีทางเลือกอะไรเท่าไหร่ เธอจึงเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารจับใจในสายตาของเรา

อย่างที่บอกว่าสมัยนั้น "ผู้หญิง" ทำอะไรได้น้อยเหลือเกิน เมื่อยุพดีเป็นผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งฉลาด ที่สำคัญคือเธออยากเป็นอะไรมากกว่าที่ผู้หญิงในตอนนั้นจะเป็นได้ แต่ด้วยกรอบของสังคม ยุพดีจึงเลือกที่จะปลดปล่อยความอึดอัดนั้นออกมาทางเพศ เธอยั่วยวนผู้ชาย เธอใช้ความมีเสน่ห์ของเธอให้เป็นประโยชน์เพื่อให้ได้สิ่งที่เธอต้องการ

หัน กลับมามองถึงผู้หญิงในยุคปัจจุบัน จริงอยู่ที่เราทำอะไรได้มากขึ้น ด้วยสถานภาพของผู้หญิงทุกวันนี้ก็เรียกได้ว่าลืมตาอ้าปากได้ สังคมมองเราที่ความสามารถมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเรื่อง "สิทธิสตรี" นั้นยังมีอยู่จริง ผู้หญิงในประเทศตะัวันออกกลางยังคงไม่สามารถมีปากมีเสียง หากถูกข่มขืน พวกเธอก็ถูกประณามว่าเป็นคนผิด ทำให้ครอบครัวอับอาย หลายคนถูกทำร้ายหรือถูกฆ่าเพื่อล้างอาย นอกจากนั้น พวกเธอเลือกคนรักเองไม่ได้ หากเธอโชคร้ายเจอสามีเลว เธอก็ต้องใช้วิธีอดทน มีบ้างเหมือนกันคนที่ทนไม่ได้แล้วหนีออกจากบ้านสามี หลายครั้ง พวกเธอเหล่านั้นถูกตามล่าและก็ถูกลงโทษแบบเดิมคือ ถูกฆ่าไม่ก็ถูกทำร้าย ที่โหดร้ายกว่านั้นคือกฏหมายก็อนญาติให้พวกเธอได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น อย่างในกรณีของผู้หญิงที่เพิ่งขึ้นปกนิตยสรไทมส์ไปเมื่อไม่นาน (http://www.guardian.co.uk/media/greenslade/2010/jul/30/time-magazine-news-photography)

ในแอฟริกา ผู้หญิงก็ยังโดนกดขี่ทางเพศ ทุกๆ 10 นาที เด็กผู้หญิงในแอฟริกาจะถูกตัดบางส่วนของอวัยเพศออกและเย็บให้เล็กลง (female genital mutilation) เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเหล่านี้มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานได้ พิธีกรรมนี้มีการพบในแถบตะวันออกกลางและบางพื้นที่ในเอเชียด้วยเช่นกัน (http://wolvesdreams.tripod.com/FGM.html)

ในเมืองไทย เราคงได้ยินกันบ่อยๆ เกี่ยวกับการ "ขายลูกสาว" ให้ไปเป็นโสเ้ภณีเพื่อให้ที่บ้าน "มีอันจะกิน" โดยที่ครอบครัวของพวกเธอไม่ได้สนใจว่าพวกเธอจะลำบากแค่ไหน ต้องเสี่ยงกับอะไรบ้าง เช่นเดียวกับการผลักดันให้ลูกสาวมี "ผัวฝรั่ง" เพื่อแค่ได้มีบ้านปูนและมีรถขับให้เป็นที่เชิดหน้าชูตา เราไม่ได้พูดถึงกรณีของคู่ที่รักกันจริงๆ แต่เราพูดถึงคนที่ถูกสอนให้หลอกเอาเงินจากสามีฝรั่งเท่านั้น

ลองมองกรณีอื่นที่หันออกไปจากเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเพศสักหน่อย เมื่อปี 2000 สหประชาชาติได้ประกาศ "เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ" (Millennium Goals) โดยการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึงถือ "ความเท่าเทียมทางเพศ (gender equality)" ปัจจุบันมีเด็กกว่า 100 ล้านคนไม่ได้เรียนหนังสือ 2 ใน 3 เป็นเด็กผู้หญิง (http://www.endpoverty2015.org/) และเหตุผลที่เด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนหนังสือก็เป็นเพียงเพราะพวกเขาเป็น ผู้หญิง จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการศึกษา

ถ้าจะพูดถึงกรณีที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกนิด เมื่อไม่นานมานี้เราได้งานสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่ง โดยที่ตอนแรกทางมหาวิทยาลัยตั้งใจจะรับแต่พวก native speaker หรือเจ้าของภาษาที่เป็นคนต่างชาติเท่านั้นมาสอนภาษาอังกฤษ พอเล่าให้เพื่อนคนหนึ่งฟัง เขากลับทำหน้าตกใจมากและถามว่าเป็นไปได้ยังไง แล้วก็สรุปเอาเองว่า "อ๋อ... คนสวยน่ะเนอะ ทำอะไรก็ได้" เราโกรธมากเพราะรู้สึกว่ากำลังโดนดูถูก แต่เมื่อเรากลับมาคิดอีกทีก็รู้สึกว่่าน่าเศร้า เพราะจะเรื่องผู้หญิงในตะวันออกกลางก็ดี หรือเรื่องที่เราโดนมองข้ามความสามารถก็ดี สุดท้ายแล้วมันก็คือเรื่องของ "มุมมองของสังคมที่มีต่อผู้หญิง" ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน สายตาของคนมากมายในสังคมก็ยังคงมองผู้หญิงเป็นแค่สัญญลักษณ์ทางเพศ ที่มีดีเมื่อสวยงามหรือเมื่อเป็นเครื่องสนองอารมณ์ราคะเท่านั้น อาจจะฟังดูแรงแต่มันเป็นเรื่องจริง

ที่น่าเศร้ากว่านั้น คือการที่แม้แต่ตัวผู้หญิงเองก็มองเห็นเป็นแบบนั้นด้วย ผู้หญิงบางคนชื่นชมผู้หญิงอีกคนแค่เพราะสวย หรือเพราะมีสามีรวย บางคนยอมเสี่ยงตายเพื่อให้มีหุ่นผอมเพรียว จะได้เป็นที่ยอมรับของคนอื่น ในขณะที่หลายคน เช่นในกรณีที่กล่าวมา ยอมให้ลูกสาวถูกตัดอวัยเพศ ยอมให้ลูกสาวถูกบังคับให้แต่งงาน หรือยอมขายลูกสาวเพื่อหาเงิน

เราไม่ได้พูดเพื่อต้องการเรียกร้องสิทธิสตรี เราไม่ต้องการให้ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติดีกว่าผู้ชาย หรือได้รับการปกป้องมากเกินจำเป็น เราไม่ได้ต้องการให้ผู้ชายลุกให้นั่งเวลาขึ้นรถไฟฟ้า เราแค่เชื่อในความเท่าเทียม ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดได้จริงก็ต่อเมื่อคนมีความเคารพให้ผู้อื่นจากข้างใน โดยปราศจากการตัดสินคนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นที่สีผิว ความเชื่อ หรือเพศ เราจึงแค่ต้องการอยากจะเล่าให้ฟังว่าบางทีอาจจะถึงเวลาแล้วนะ ที่พวกเราควรจะต้องทำอะไรสักอย่าง อาจจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนทัศนะคติของตัวเอง จะผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ จะพุทธ คริส อิสลาม จะรวยจน หรือจะอ้วนผอมอย่างไร สุดท้ายแล้วก็มนุษย์เหมือนกัน เราควรจะมองข้ามสิ่งต่างๆ นี้ไปและดูที่เนื้อในว่าแต่ละคนมีดีหรือมีความสามารถอย่างไร แล้วค่อยว่ากันต่อ ดีไหม?

ไม่อย่างนั้นผู้หญิงอีกมากมายก็ต้องเป็นอย่างยุพดี ต้องดิ้นรนหาทางออกเืพื่อให้ตนเองมีสิ่งที่ภาคภูมิใจได้ ซึ่งสุดท้ายทางที่เลือกนั้นอาจนำไปสู่จุดจบที่น่าเศร้ายิ่งกว่ายุพดีอีกก็ได้


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
14 กันยายน 2553


ปล. ยุพดี.. ฉันรักและเห็นใจเธอจริงๆ



ตัวอย่างภาพยนต์ "ชั่วฟ้าดินสลาย": http://www.youtube.com/watch?v=IF0cecVhKkw

วิดีโอน่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือ "Half the Sky" และการค้าผู้หญิง (ภาษาอังกฤษ): http://www.youtube.com/watch?v=1_Hc1uZySo4

Sunday, September 19, 2010

Breath...

Am I falling???

Breath....

This is not the time to fall in or off anything.

Breath...

Take your time.

Life is yours.

Do what you think is best for you.

For now,

Breath...


....................................................................
Kalyakorn Naksompop
September 18, 2010

Saturday, September 18, 2010

พอ

เบื่อกับการรอคอย

เหนื่อยกับการผิดหวัง

พอแล้ว ช่างมัน

ไม่รักกันก็จบ ก็พอ

Tuesday, September 14, 2010

ณ ขณะหนึ่งขณะนี้

ฉันเหนื่อยกับสิ่งที่กำลัง เป็น อยู่ คือ
ฉันเบื่อการหยุดนิ่งอยู่กับที่
ฉันอยากกระโจนออกไป...
เปิดรับสิ่งใหม่ๆ
โอบกอดประสบการณ์ที่แตกต่าง
บินไปในโลกกว้าง
ปลดปล่อยพันธนาการของความจำเจ

อย่าไปสนใจว่าปลายทางจะเป็นเช่นไร
อย่าไปสนใจว่าที่มีอยู่จะหายไปไหม
ปลดปล่อยตัวเอง บินไป


Let myself free….



....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
14 กันยายน 2553

Sunday, September 12, 2010

ไม่หวือหวา ไม่วุ่นวาย

เป็นความสุขง่ายๆ ดั่งชาหอมกรุ่น

คือความกลมกล่อมผสานความละมุน

แกล้มด้วยความอบอุ่นกำลังดี



....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
11 สิงหาคม 2553
(กำลังนั่งดื่มชาหอมๆ แกล้มด้วยเค๊กอร่อย และวิวสวยของป้อมพระสุเมรุ)

Thursday, September 9, 2010

นานแค่ไหนแล้ว

นานแค่ไหนแล้ว ที่ฉันไม่มีเวลาให้กับตัวเอง

ที่ฉันต้องคอยต้องรอ ไปตามแต่ทางเธอ

ทั้งรู้ว่าเธอไม่เคยต้องการอย่างนั้น


ทนอดเงียบไว้ และใช้ชีวิตไปตามจังหวะของเธอ

และเผลอลืมดูลืมมอง ลืมคอยดูแลฉัน

และปล่อยไว้จนมันคุกคามกินใจอย่างนี้


กลับไป มองดูตัวเองอีกที

ดูแลเอาใจให้ความรัก

ให้เวลา...

ให้โอกาสฉันได้เป็นตัวของตัวเอง


ให้โอกาสฉันได้หาจังหวะชีวิต


ออกไปเดิน ออกไปดู ออกไปรักตัวเอง

ออกไปฟัง ออกไปทำ สิ่งที่ใจฉันอยากจะทำ

ออกไปลอง ออกไปหา หัวใจ

ให้โอกาสฉันได้กลับมารักเธออีกที

เมื่อตอนที่ฉันได้เป็นตัวของตัวเอง



....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
10 กันยายน 2553

สิ่งที่เธอว่าสำคัญ

ฉัน.... และเธอ

ฉัน.... และสิ่งอื่นๆ รอบตัวเธอ

สิ่งอื่นใดสำคัญเสมอ

แต่ฉันเล่าเธอ ฉันอยู่ที่ใด

เธอ.... บอกว่าฉันสำคัญ

เธอบอกว่าฉันมีค่ากว่าสิ่งไหน

แต่ฉัน ไม่เคยสู้ได้

กับทุกอย่างมากมาย

....ที่เธอว่าไม่สำคัญ



....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
4 กันยายน 2553

Thursday, August 26, 2010

Danny & Annie

A True Love Story from Brooklyn

Danny & Annie from StoryCorps on Vimeo.

Tuesday, August 17, 2010

เหนื่อยมั๊ยคะที่รัก

เหนื่อยมั๊ยคะที่รัก

พักสักหน่อยดีมั๊ย

มีน้ำหวานเย็นชื่นใจ

ฉันทำไว้ให้เธอชิม

หลักลงสักพัก

เรื่องหนักๆ จงโยนทิ้ง

ฉันมีไหล่ให้แอบอิง

จงลืมทุกสิ่งเถิดที่รัก

ปล่อยใจสบายๆ

ปล่อยกายให้ได้พัก

ฉันจะกล่อมเธอด้วยความรัก

จนเธอได้หลับฝันดี



....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
15 มีนาคม 2553
(หลังโจ้เริ่มทำงานได้สักพัก งานโจ้เยอะมาก)

Monday, June 14, 2010

My Destiny

ฉันเดินทางมายาวไกล
เดินมาด้วยใจมุ่งมั่น
ว่าจะไปให้ถึงแดนแห่งฝัน
ข้ามผ่านคืนวันมามากมาย
เดินมาจนขาเริ่มหมดแรง
ความเข้มแข็งที่เคยมีเริ่มจางหาย
แต่ยังมองไม่เห็นดินแดนที่ฝันไว้
ความมั่นใจเริ่มเปลี่ยนไปเป็นคราบน้ำตา
------------
ท่ามกลางแสงแดดของหน้าร้อน
ยิ่งทำให้รู้สึกอ่อนล้า
ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลออกมา
ยิ่งย้ำเตือนว่าเหนื่อยหน่ายเหลือเกิน
...แล้วต้องเหนื่อยอีกนานแค่ไหน
มีอุปสรรคอีกเท่าไหร่ที่ต้องเผชิญ
หนทางอีกยาวไกลใช่ไหมที่ต้องเดิน
...หวั่นเหลือเกินว่าแดนแห่งฝันจะไม่มีจริง


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
ก่อน 2545

คงดีกว่า

จำได้มั๊ยที่เธอเคยบอกฉัน

เธอกลัวว่าสักวันเธอจะสูญเสียฉันไป

ก็อยากบอกเธอให้รู้เอาไว้

หากฉันจะห่างไปก็เป็นเพราะตัวเธอเอง

จริงอยู่ที่เรารักกัน

แต่แค่ความรักนั้นมันทำอะไรไม่ได้

ถึงแม้เธอจะมีความเข้าใจ

แต่ถ้าเราเข้ากันไม่ได้ก็จบกัน

ไปเถอะ...แยกกันไป

ไปตอนที่ใจเรายังรักกัน

ให้เรามีความรู้สึกดีๆเหลืออยู่บ้าง

อย่าให้เราจากกันในวันที่ไม่เหลืออะไร


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
ก่อน 2545

อย่าถามฉันเลย

เธอบอกเราต้องแยกกัน

เธอถามฉัน...มันคงดีแล้วใช่ไหม

แล้วฉันคนนี้จะพูดอะไร

เพราะไม่อยากให้เธอไปเลยจริงๆ

อย่ามาถามความรู้สึกฉันเลย

เพราะจะให้โกหกว่าเฉยๆ...คงทำไม่ได้

แต่เมื่อเธอจำเป็นต้องไป

ก็จะไม่รั้งเธอไว้ให้เสียเวลา

แค่เธอบอกเสียใจเหมือนๆกัน

แค่หนึ่งคำนั้น...กับฉันมันก็มีค่า

ขอบใจนะสิ่งดีๆที่มีให้ตลอดมา

ไม่เป็นไรหรอกที่ฉันมีน้ำตา...ก็ขอให้โชคดี


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
ก่อน 2545

Thursday, June 10, 2010

...มันเร็วไปมั๊ยที่จะคบกัน?














...Is it too fast?

คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัว รู้นะว่าเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ก็เพราะตัวฉันเองเคยผ่านความรักมาแล้ว จนเกิดความกลัว ไม่มั่นใจในคำๆนี้ หากไม่เคยมีใครเลย ฉันคงจะตอบได้อย่างไม่คิด ไม่มีลังเล แต่เพราะชีวิตฉันเคยมีคนผ่านเข้ามา ฉันพบความสุข ความเศร้า ความเหงา ความผูกพัน จนฉันรู้ว่ามันไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ฉันกลัวที่ต้องเศร้าหลังจากความสุข ฉันกลัวปัญหาและความอึดอัดที่มันต้องตามมาพร้อมกับความสัมพันธ์ของคน 2 คน ฉันเคยสามารถเอื้อนเอ่ยคำสัญญาเมื่อแรกคบกัน แล้วจึงได้เรียนรู้ว่า มันก็เป็นแค่คำสัญญา ฉันรู้ว่าเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่การปล่อยเวลาให้มันค่อยเป็นค่อยไป มันก็เป็นเรื่องที่ดีใช่มั๊ย? ค่อยๆพัฒนาความรู้สึก ค่อยๆพัฒนาความผูกพันที่มีต่อกันอย่างช้าๆแต่มั่นคง ฉันจะไม่ขอคำสัญญาใดๆ เพราะฉันรู้ว่ามันไม่จำเป็น และฉันเองก็คงไม่สัญญาใดๆ เพราะฉันไม่อยากคาดหวัง ...คนเรา เมื่อคาดหวังก็มักจะรอคอย จดจ้อง และยึดติด แต่ฉันคงแอบฝันและแอบนึกไปตามแต่ใจ โดยไม่ยึดติด

ฉันไม่มั่นใจ ฉันกลัว มันไม่ได้เป็นเพราะใคร แต่เป็นเพราะตัวฉันเอง ที่กลัว กลัวการรักกันที่ต้องลงเอยแบบไม่สวยงาม กลัวการผูกพันที่ต้องจากลา ...เพราะมันยากและเจ็บปวดเกินไป ฉันกลัวในคำว่า “คบกัน” คำว่า”ผูกพัน” และคำว่า”ความรัก” แต่ฉันจะพยายามเชื่อมันอีกครั้ง ...ฉันอยากจะเชื่ออีกครั้ง ...เธอพอจะช่วยฉันได้ไหม?


...Do you feel the difference?

มันไม่ใช่ความรู้สึกอย่างที่ผ่านๆมา มันไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากความตื่นเต้น ความสนุก หรือความแปลกใหม่ หน้าฉันไม่แดง มือไม่ร้อนผ่าว หัวใจไม่ได้เต้นระส่ำระสาย ทุกอย่างเป็นปกติดี หากแต่ฉันมีรอยยิ้มที่มุมปาก มือที่ถูกบีบแน่นจนชากลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ...อบอุ่นไปถึงหัวใจ

ฉันไม่ได้ใช้เวลาไปกับการคร่ำครวญถึงเหตุการณ์ แต่ฉันใช้เวลากับการยืนนิ่งอย่างเป็นสุข ฉันแอบยิ้มอยู่ในใจ แต่ไม่กระโตกกระตาก ฉันรู้สึกดี และมันไม่ใช่ความใคร่ แต่มันคือความอบอุ่น ที่ความรู้สึกดีๆได้ถูกส่งผ่านมือที่กำลังกุมกระชับกันอยู่ ความรู้สึกดีๆที่ถูกส่งผ่านบทสนทนาที่เงียบงัน และแววตาเปื้อนยิ้ม

...เกือบลืมไปแล้วว่า มือของใครสักคนมันอบอุ่นขนาดนี้

...มันจะเร็วไปไหม? ฉันไม่สนใจอีกต่อไป เพราะตอนนี้ฉันรู้ว่าฉันรู้สึก และฉันรู้ว่านั่นคือความจริง

Hey… I am feeling love (^_^)


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
6 พฤษภาคม 2549
(หลังตกลงคบกัน)

Wednesday, June 9, 2010

Growing Over the Distance

Today is another really happy day. All because of the conversations we had on the phone. It is so strange how it gets to this point. I thought being far in distance would be torturing. Yes… it is still torturing since there’re times I really want to see him. But to be honest. In a far distance, we give each other some space to think about each other … to think about each of ourselves …and most of all ..we have time to miss each other (at least, that’s what I believe). Being far gives us time. It’s time to slow down the passion and grow up the real good feelings toward each other. Yes, I had a lesson to take some time. And I’m taking time for this relationship to grow bit by bit. Grow the knowings and understandings in one another. Grow our thoughts. Grow our hearts. No rush… I keep in mind. I just want things go slow but naturally. It is, I admit, hard to believe that although we’re this far, our feelings keep on growing ( and it’s getting really big now.) through lovely and happy conversations. Lovely conversations get me fresh but happy conversations give me warmth.

Yes… it is hard to find someone who can have this conversation with you. It is harder when another feels the same. I was worried that I may had gone beyond the line that my feelings grew too big. I was afraid that if my feelings grew bigger than another one. I still doubted I confessed. But I started to not care because …what da hell! I’m feeling it. What can I do? I’m feeling it. So just let it be. I may get hurt? Fine! Better than not letting my heart feel this blossom at all.

Yes… conversations. Words. Thoughts. Excitements. Sweetness. Truths. Passions. Feelings. They all matter. They just make me smile.

…again. It’s just what I believe…



คืนนี้ฉันจะหลับด้วยรอยยิ้ม

...แล้วเธอล่ะ กำลังยิ้มเหมือนฉันไหม


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
24 เมษายน 2549

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลัง “in love”?

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าสำหรับคนอื่นมันเป็นยังไง แต่สำหรับฉัน...

ฉันยิ้มได้แม้ตอนอยู่คนเดียว เพราะได้นึกถึงใครบางคน
ฉันรู้สึกดีเมื่อได้ฟังเพลงรัก
ฉันทานอาหารอร่อยไม่เท่าเดิม แต่ฉันอิ่มกว่าเดิม และมีความสุขกว่าเดิม
ฉันเคลิบเคลิ้มเมื่อได้อ่านข้อความที่สวยงาม
ฉันแอบยิ้มเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ ...เพราะแอบหวังว่าจะเป็นใครคนนั้น
ฉันรู้สึกเขินเมื่อได้ดูฉาก love scene ในหนัง แอบยิ้มในหัวใจ ...แม้จะนั่งอยู่คนเดียว
ฉันหัวเราะเมื่อได้คุยกับเขา
ฉันอารมณ์ดีทั้งวัน เมื่อได้เริ่มต้นวันด้วยการพูดคุยกับเขา
และฉันไม่สามารถหยุดยิ้มได้เลย เมื่อวางสายจากเขา


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
23 เมษายน 2549

A Special Person

I’m not sure if you are important. But I know that you are SPECIAL …special enough that you have became someone who can make me SMILE all day.

Make me smile everyday (^_^)


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
(22 เมษายน 2549)
การได้รักใครสักคน ได้อยู่กับใครสักคนไปจนตาย คงเป็นเรื่องที่ดีนะ

...เพราะการลาจากมันเจ็บปวดเกินไป
...เจ็บปวดที่ต้องเสียไป
...เจ็บปวดที่ไม่อาจเป็นเหมือนเดิม

[พูดให้พ่อฟัง...พ่อบอกว่า “แต่การจะรักใครสักคน อยู่กับใครสักคนให้ได้นานขนาดนั้น ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก”]


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
เมษายน 2549

Sunday, June 6, 2010

ขอบคุณ

ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกอย่างนี้
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
ขอบคุณที่ทำให้ใจฉันสั่นไหวแค่พอดี
ขอบคุณที่ทำให้โลกสดใส
ขอบคุณที่ทำให้ฟ้ากว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ขอบคุณสำหรับรอยยิ้ม อ้อมกอด และแววตาที่อ่อนโยน
ขอบคุณ...


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
20 พฤกษภาคม 2549

ความรู้สึกดีๆ

(6 พฤกษภาคม 2549)
มันคือความแตกต่าง

จากทุกอย่างที่เคยมี

มันคือความรู้สึกดีๆ

ที่ทำให้หวั่นไหว

มันคือความอบอุ่น

ที่หอมกรุ่นในหัวใจ

...คือสิ่งที่สัมผัสได้

จากหัวใจที่ยิ้มให้กัน



(14 พฤกษภาคม 2549)
ที่ฉันรู้สึก มันไม่ใช่ความตื่นเต้นที่ทำให้หวั่นไหว ไม่ใช่ความสนุกในความรู้สึกแปลกใหม่ แต่มันคือความคุ้นเคยที่เหมือนขาดหายไป มันคือสิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกข้างใน มันทำให้ฉันมีพลัง ...พลังที่จะทำอะไรหลายๆอย่าง ...พลังที่ทำให้ฉันยิ้ม ...พลังที่ฉันอยากแบ่งให้คนรอบข้างได้ยิ้ม ...พลังที่ทำให้รู้สึกว่า ปัญหาอะไรก็คงเล็กน้อย หากยังมีมือนี้กุมฉันอยู่ และยังมีแววตาที่อ่อนโยนนี้ ประคับประคองความรู้สึกฉัน อย่างจริงใจ








....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ

Friday, June 4, 2010

ทางออกที่เป็นกลาง?

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นหลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลและตัวแทนผู้ชุมนุม ซึ่งถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ และได้รับการเห็นด้วยจากคนส่วนใหญ่ ทั้งแดง เหลือง หลากสี และไม่มีสี น่าเสียดายที่เราไม่สามารถเลือกทางเดินแบบสันติได้จริง ผลคือการบาดเจ็บ-เสียชีวิตของทุกฝ่าย และสภาพบ้านเมืองที่ถูกทำลาย ควันไฟลอยเกลื่อนฟ้า...
....................................................................


เมื่อคืนได้นั่งแท๊กซี่เสื้อแดงกลับบ้าน เลยมีโอกาสได้ลองพูดคุยกับเขาดู

ถามเขาว่าถ้ารัฐบาลตกลงยุบสภาจริงตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง แล้วประชนที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาล่ะ มันก็จะไม่แฟร์กับคนเหล่านี้ ถูกมั๊ย? แล้วคนที่ค้านการยุบสภาก็จะออกมาประท้วงกันอีก มันก็ไม่จบ ใช่หรือเปล่า? แล้วเราก็ถามว่าถ้าให้ทำประชามติล่ะ จะได้รู้ไปเลยว่าตกลงคนไทยส่วนใหญ่คิดยังไงกันแน่ ผลออกมายังไงทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกให้ยุบก็ต้องยุบ แต่ถ้าไม่ ทางเสื้อแดงก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ ณ ตอนนี้ที่ผู้ชุมนุมมองเห็นนั้นมีแต่รัฐบาลและคนเสื้อแดง (และเสื้อเหลือง) โดยอาจเผลอลืมไปว่าก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจสีอะไรเลย คนเหล่านี้อาจจะเห็นด้วยกับการยุบสภาหรือไม่ก็ได้ คนเหล่านี้อาจมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบรัฐบาลหรือทักษิณ หากเราต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยจริงๆ ก็ลืมคนกลุ่มนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะประชาธิปไตยหมายถึงหนึ่งคนหนึ่งเสียง และทุกเสียงนั้มีค่าเท่ากันไม่ว่าจะเบาแค่ไหนก็ตาม

ประเด็นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครจะได้รับเลือกตั้งหรือทักษิณจะกลับมาหรือเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือมีคนบอกให้รัฐบาลยุบสภา ปัญหาคือมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าประชาชนคิดเหมือนตน มันจึงหาทางออกกันไม่ได้ เรื่องเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่มันเป็นอีกขั้นหลังจากนี้ ณ ตอนนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่กำลังเถียงกันอยู่และมันยังไม่ใช่ปัญหา

ดังนั้น เราควรจะมุ่งไปที่การยุติปัญหาเรื่องจะยุบหรือไม่ยุบ จริงมั๊ย? การจะตัดสินเรื่องแบบนี้อย่างเป็นกลางที่สุดนั้นคือการทำตามมติของคนส่วนใหญ่ ถูกมั๊ย? ไม่ใช่ให้คน 6 คนหรือแม้กระทั่งแสนคนมาตัดสินให้อีก 70 ล้านที่เหลือ มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล เสื้อแดง อภิสิทธิ์ หรือทักษิณ แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นประชาธิปไตยที่ให้อำนาจกับประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง จริงหรือเปล่า?

ช่วงเวลาเพียง 10 นาทีที่ได้คุยกับคนขับแท๊กซี่เสื้อแดนั้นมีประโยชน์มาก เพราะเป็นการสนทนาระดับบุคคลที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เราได้เข้าใจว่าพี่เขาคิดดีกับประเทศจริง แต่เขาแค่ลืมมองคนอื่นๆเท่านั้นเอง เมื่อเราคุยกับเขาอย่างเป็นกลางและให้เกียรติ เขาก็เปิดใจและเริ่มมองเห็นความคิดเห็นของคนอื่นๆ

ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอถ้าเปิดใจ มองให้ทั่ว และไม่เห็นแก่ตัวหรือเอาใจ เราต้องไม่ลืมว่าเราคงไม่ได้อย่างใจ 100% เสมอ เราจึงต้องลองมองหาทางออกอื่นที่เป็นกลาง เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติภายใต้ธงไตรรงค์ผืนเดียวกัน


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
31 มีนาคม 2553

Thursday, June 3, 2010

THANK YOU (ขอบคุณ)













อาจเป็นเพราะฟ้า
อาจเป็นเพราะสายลม
อาจเพราะจันทร์ดวงกลมๆ
ที่ทำให้เราพานพบ
อาจเป็นเพราะบังเอิญ
ที่เราเดินทางมาบรรจบ
ให้เราได้พบ
ได้รักและได้ผูกพัน

..............

จะขอบคุณฟ้า
จะขอบคุณสายลม
หรือใครที่เป็นคน
ทำให้เราไ้ด้เจอกัน
จะขอบคุณทุกอย่าง
ที่ทำให้เธอมองเห็นฉัน
แต่ขอบคุณที่สุดนั้น
คือเธอที่รักฉันหมดใจ

..ได้ยินไหม
ฉันก็รักเธอเช่นกัน


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
22:37 17 มกราคม 2553

โลกใบเล็กของเด็กชายหน้าหัก

กาลครั้งหนึ่งเพิ่งไม่นานมานี้เอง มีเด็กชายคนหนึ่งมีใบหน้าหักสั้น ดั้งจมูกยุบ ตาโปน แก้มห้อย ตามลำตัวของเด็กน้อยนี้มีขนขึ้นอยู่ ซึ่งถึงแม้จะไม่ยาวแต่ดกหนาเต็มไปหมด เด็กคนนี้มีงานอดิเรกคือเลียมือตัวเอง ซึ่งทุกคนตั้งฉายามือที่ถูกเลียอันนี้ว่า "โลลี่ป๊อป" ตามชื่ออมยิ้มยี่ห้อดังนั้นเอง แต่สิ่งที่เด่นในตัวเด็กคนนี้นอกเหนือไปจากใบหน้าอันสั้นหักแล้วก็คืออุปนิสัยที่ชอบให้คนเกาก้นนั่นเอง เมื่อเวลาที่มีคน (ซึ่งมีจำนวนไม่มาก) ยอมเกาก้นให้ หน้าที่สั้นหักนี้ก็จะเริ่มเหยเกไปด้วยความเมามันส์ เมื่อมีเวลาว่าง ซึ่งนั่นหมายถึงเวลาเกือบทั้งวันนั้น เด็กน้อยจะใช้เวลาหมดไปกับการนอน ...บนที่ราบสูงที่มีพื้นผิวหนานุ่ม เมื่อแรกตื่น เด็กน้อยจะมีสีหน้ายับย่น แสดงความหงุดหงิดออกมาให้เห็น แต่เมื่อตั้งสตินึกได้ว่า สีหน้าแบบนี้ผู้ใหญ่ไม่เอ็นดู ก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าให้น่ารัก ดูไม่มีพิษสง เอียงหัวไปมาน่าเอ็นดู แต่หากเผลอแล้วล่ะก็ เด็กน้อยก็จะกลายร่างเป็นอสูรร้ายที่ชอบพุ่งเข้ากัดกินและทำร้ายทิชชู่ที่อยู่ในถังขยะ จนกระจัดกระจายไม่เหลือชิ้นดี ...หรือแม้แต่กลิ่นดีๆ ในช่องปาก

ใช่แล้ว คนที่ต้องรับผลกรรมนี้ก็ไม่ใช่ใคร แต่ก็คือหญิงสาวผู้ที่รับอุปการะและยอมรับการเป็นมารดาให้กับเด็กน้อย ผู้ซึ่งทุกคืนต้องนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มเดียวกับเด็กน้อย ..ผ้าห่ม ที่ไม่เหลือซึ่งกลิ่นอายของความสดชื่น ...ผ้าห่ม ที่ไม่เหลือซึ่งความหอมสะอาด

แต่หากผู้เป็นแม่นั้นไม่อยู่เล่า ใครกันที่ต้องรับหน้าที่นี้ไป แน่นอนว่าคือผู้น้าของเด็กน้อย ที่รับอุปการะดูแลเด็กน้อยในยามที่มารดาไม่อยู่ ทุกๆ วันเมื่อผู้น้ารู้สึกตัว ผู้น้าก็จะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผดมาจากเด็กน้อย ที่ยังคงทำหน้าตาน่ารักไร้เดียงสา นั้นก็เพราะเวลาตื่นนอนของผู้น้านั้นคงจะสายไป เกินที่เด็กน้อยจะทนอั้นชิ้งฉ่องไว้ได้ ทันทีที่ผู้น้าเปิดประตูห้องนอน เด็กน้อยก็จะรีบวิ่งพุ่งพรวดจนหน้าเกือบคว่ำ หมายจะออกไปปลดทุกข์ด้านนอกประตูบ้าน โดยมักลืมไปว่าโลกภายนอกนั้นแสนน่ากลัว เพราะมีมฤตูสีน้ำตาลคอยจ้องเด็กน้อยเมื่องย่างเท้าออกจากบ้านอยู่ทุกขณะ สิ่งที่ผู้น้าทำได้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอันโหดร้ายคือการกล่อมเด็กน้อยในยอมกินข้าว ซึ่งเด็กน้อยนั้นไม่เคยชอบเลย เพื่อดึงเวลาให้มฤตยูสี่น้ำตาลนั้นหลวมตัว แล้วจึงได้เปิดประตูให้เด็กน้อยก้าวออกไปผจญโลกตามลำพัง

ใช่แล้ว... ในที่สุด เด็กน้อยก็ถึงเวลาที่จะได้ออกไปเผชิญโลกตามลำพัง..







....................................................................

กัลยกร นาคสมภพ
15 มกราคม 2553

Wednesday, May 19, 2010

เกินเข้าใจ




ความเสียใจเอ่อล้น

ความสับสนรุกล้ำ

เหตุผลในการกระทำ?

คำถาม...ที่คาใจ

ไฟลุก บ้านเมืองร้าว

แผดเผา ถึงข้างใน

นี่หรือคือประชาธิปไตย?

ต้องมอดไหม้ทั้งแผ่นดิน?

--------

ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ

อย่างไรก็เข้าใจไม่ได้

แพ้... จึงต้องทำลาย?

...นี่ไม่ใช่ใจของคน


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
22:37 19 ตุลาคม 2553

สยาม..เมืองที่ยังคงยิ้มได้

มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย โกลาหลวุ่นวาย บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ...ฉันไม่สามารถจะพูดถึงเรื่องน่าเศร้าทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว ...ฉันหมดแรงที่จะร้องไห้หรือเสียใจแล้ว

แต่วันนี้ สิ่งที่ฉันได้เห็น นอกจากความวุ่นวายต่างๆ ...คือรอยยิ้มที่เรายังคงมีให้กัน

ก่อนกลับถึงบ้านวันนี้ (19 พ.ค.) ฉันไปแวะซื้ออาหารแห้งเพื่อไว้เป็นเสบียงหากเกิดอะไรขึ้น พนักงานร้านขายอาหารแช่แข๊ง CP Fresh Mart ที่ทำท่าเหมือนจะปิดร้านแล้ว เมื่อหันมาเห็นคนที่อยากเป็นลูกค้าอย่างฉัน เขาก็เปิดต้อนรับพร้อมบอกว่า “รอบสุดท้ายแล้วครับพี่” และส่งยิ้มให้กับฉัน ฉันเดินเข้าไปในร้าน พนักงานทุกคนให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกคนเป็นอย่างดี ยังมีอารมณ์ขายของ นำเสนอสินค้าชิ้นนู้นนี้ (แถมยังช่วยลูกค้าถือของอีกต่างหาก) ...ฉันรู้สึกดี อย่างน้อยในร้านแห่งนี้ฉันก็ได้รู้สึกถึงความสนุกสนาน ความเป็นเอง ...ฉันรู้สึกถึงความปกติ ที่ตอนนี้หาได้ยากเหลือเกิน

นอกจากในร้านที่ฉันเข้าไปซื้อของ เมื่อมองไปรอบๆ ฉันยังคงมองเห็นผู้คนส่งรอยยิ้มให้กัน พูดจาเฮฮากัน ในขณะที่ก็ต่อแถวซื้ออาหารไว้กักตุนสำหรับอนาคตที่เขาเองก็รู้สึกว่าไม่มั่นคง

ย้อนกลับไปถึงวันที่เกิดเหตุระเบิดที่สีลม ซึ่งฉันบังเอิญอยู่ในเหตุการณ์ ฉันจำได้ถึงตอนที่มีคนช่วยดึงฉันเข้าไปหลบในร้าน Burger King นึกถึงผู้จักการร้านที่ยอมให้ใช้สถานที่สำหรับหลบภัย ..นอกจากนั้นคือรอยยิ้มที่ทุกคนส่งให้กัน

...ฉันขอสดุดีในรอยยิ้ม ที่เรายังมีให้กันเสมอ
แม้ในยามที่รอยยิ้มเหมือนจะเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ด้วยเหตุการณ์บ้านเมือง ..แต่ก็เราก็ไม่เคยลืมที่จะยิ้ม ..ยิ้มให้กัน ให้กำลังใจกัน

ฉันรักรอยยิ้มของคนไทย


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
02:49 16 ตุลาคม 2550

ปล. ขอร้องคนไทยว่าอย่าหยุดยิ้ม

Tuesday, May 18, 2010

...พอหรือยัง?

เมืองวุ่น ฟ้าหมอง ดินไหม้

ในใจ เศร้า... สับสน

เพื่อคนเลวๆหนึ่งคน

มวลชน บาดเจ็บ ล้มตาย

ความชัง ฝังแน่น ลึกหนัก

ความรัก ไหนกลับ เลือนหาย

ทุกเสียง ตูมตามที่ดับไป

...เลือดไทย ไหลรด แผ่นดิน

สาแก่ใจหรือยัง

บ้านพัง ...รอยยิ้ม สูญสิ้น

สนองคนเนรคุณแผ่นดิน

ทักษิณ ...กูถามมึงว่าพอหรือยัง

ขอแค่...

ยังไม่ต้องการมีคนรัก

แค่อยากมีคนคอยใส่ใจ

ไม่ต้องการมีคนที่เข้าใจ

แค่อยากมีใครที่คอยรับฟัง

ไม่ต้องถึงขนาดให้รักจริง

ไม่ต้องทำให้ฉันทุกสิ่งทุกอย่าง

แค่ไม่ทอดทิ้งเมื่อฉันอยู่ลำพัง

...ขอแค่ไออุ่นจางๆ ให้พออุ่นใจ

ฉันส่งความรักไปให้ (Love Delivery)

ฉันส่งความรักไปให้

เห็นไหม...หัวใจฉัน

เต็มไปด้วยความคิดถึง ความผูกพัน

กับความห่วงใยอันมากมาย

ฉันส่งความหวังดีไปให้

เห็นใช่ไหม...ข้างๆเธอนั้น

ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ไกลกัน

แต่รู้ใช่ไหม...รักฉันอยู่ข้างใจเธอ

....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
02:49 16 ตุลาคม 2550

It's Breaking

It’s breaking.

It’s aching.

It’s changing everything.

And I’m crying

...But trying

And taking it all in.

ไม่รู้...

ไม่รู้มันเกิดอะไร
รู้เพียงแต่ฝันลอยห่างไกลไปทุกที
ทั้งที่เธอและฉันก็ยังอยู่ตรงนี้
แต่เสียงหัวเราะที่เคยมี...อยู่ที่ไหน
รัก ก็ยังรักกันเหมือนเดิม
ที่ไม่เหมือนเดิมคือน้ำตาที่ไม่ยอมหยุดไหล
รู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ..แต่ไม่รู้ต้องทำอย่างไร
ความอึดอัดเอ่อล้นใจคนสองคน
--------------------------
ไม่รู้มันเกิดอะไร
ตั้งแต่เมื่อไหร่ ..ที่กลายเป็นความสับสน
ไร้ถ้อยคำ ไร้เรี่ยวแรง ..โลกดูหมองหม่น
คนที่รักกันสองคน ...หรือจะมันถึงแล้วเวลา

ฉันอยู่ตรงไหน

บอกว่ารักฉัน บอกว่ารักฉัน
บอกทุกวันว่าคิดถึงกันเสมอ
แต่ฉันไม่เคยเป็นที่หนึ่งในใจเธอ
แต่ฉันไม่เคยเห็นเธอให้ความสำคัญ
บอกว่ารักฉัน บอกว่ารักฉัน
บอกที่ทำอยู่นั้นเพื่อฉันเสมอ
..แต่ฉันไม่เคยต้องการอะไรเลิศเลอ
..แค่ที่ในใจเธอในบางครั้งบางคราว
------------
ก็ฉันไม่ร้ ฉันอยู่ตรงไหน
เมื่อเธอไม่ใส่ใจ เมื่อเธอมองไม่เห็น
หรือควรจะเลิกถาม เลิกหาความชัดเจน
...เพราะยังไงเธอก็คงไม่เห็น
...เพราะฉันไม่เคยสำคัญพอ

ความจริง

อยู่ๆ ไปวันๆ

ชีวิตสั้นๆ ไร้ความหมาย

โลกเน่าๆ ชวนถอดใจ

กลวงๆ ใน..ไม่มีอะไรจริง

อยู่ๆ ไปวันๆ

เจ็บป่วยไปอย่างนั้นเดี๋ยวก็หาย

เป็นๆ อยู่เดี๋ยวก็ตาย

...คือความจริงในความจริง