....................................................................
เมื่อคืนได้นั่งแท๊กซี่เสื้อแดงกลับบ้าน เลยมีโอกาสได้ลองพูดคุยกับเขาดู
ถามเขาว่าถ้ารัฐบาลตกลงยุบสภาจริงตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง แล้วประชนที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาล่ะ มันก็จะไม่แฟร์กับคนเหล่านี้ ถูกมั๊ย? แล้วคนที่ค้านการยุบสภาก็จะออกมาประท้วงกันอีก มันก็ไม่จบ ใช่หรือเปล่า? แล้วเราก็ถามว่าถ้าให้ทำประชามติล่ะ จะได้รู้ไปเลยว่าตกลงคนไทยส่วนใหญ่คิดยังไงกันแน่ ผลออกมายังไงทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกให้ยุบก็ต้องยุบ แต่ถ้าไม่ ทางเสื้อแดงก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกัน
สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ ณ ตอนนี้ที่ผู้ชุมนุมมองเห็นนั้นมีแต่รัฐบาลและคนเสื้อแดง (และเสื้อเหลือง) โดยอาจเผลอลืมไปว่าก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจสีอะไรเลย คนเหล่านี้อาจจะเห็นด้วยกับการยุบสภาหรือไม่ก็ได้ คนเหล่านี้อาจมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบรัฐบาลหรือทักษิณ หากเราต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยจริงๆ ก็ลืมคนกลุ่มนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะประชาธิปไตยหมายถึงหนึ่งคนหนึ่งเสียง และทุกเสียงนั้มีค่าเท่ากันไม่ว่าจะเบาแค่ไหนก็ตาม
ประเด็นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครจะได้รับเลือกตั้งหรือทักษิณจะกลับมาหรือเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือมีคนบอกให้รัฐบาลยุบสภา ปัญหาคือมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าประชาชนคิดเหมือนตน มันจึงหาทางออกกันไม่ได้ เรื่องเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่มันเป็นอีกขั้นหลังจากนี้ ณ ตอนนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่กำลังเถียงกันอยู่และมันยังไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้น เราควรจะมุ่งไปที่การยุติปัญหาเรื่องจะยุบหรือไม่ยุบ จริงมั๊ย? การจะตัดสินเรื่องแบบนี้อย่างเป็นกลางที่สุดนั้นคือการทำตามมติของคนส่วนใหญ่ ถูกมั๊ย? ไม่ใช่ให้คน 6 คนหรือแม้กระทั่งแสนคนมาตัดสินให้อีก 70 ล้านที่เหลือ มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล เสื้อแดง อภิสิทธิ์ หรือทักษิณ แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นประชาธิปไตยที่ให้อำนาจกับประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง จริงหรือเปล่า?
ช่วงเวลาเพียง 10 นาทีที่ได้คุยกับคนขับแท๊กซี่เสื้อแดนั้นมีประโยชน์มาก เพราะเป็นการสนทนาระดับบุคคลที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เราได้เข้าใจว่าพี่เขาคิดดีกับประเทศจริง แต่เขาแค่ลืมมองคนอื่นๆเท่านั้นเอง เมื่อเราคุยกับเขาอย่างเป็นกลางและให้เกียรติ เขาก็เปิดใจและเริ่มมองเห็นความคิดเห็นของคนอื่นๆ
ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอถ้าเปิดใจ มองให้ทั่ว และไม่เห็นแก่ตัวหรือเอาใจ เราต้องไม่ลืมว่าเราคงไม่ได้อย่างใจ 100% เสมอ เราจึงต้องลองมองหาทางออกอื่นที่เป็นกลาง เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติภายใต้ธงไตรรงค์ผืนเดียวกัน
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
31 มีนาคม 2553
ถามเขาว่าถ้ารัฐบาลตกลงยุบสภาจริงตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง แล้วประชนที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาล่ะ มันก็จะไม่แฟร์กับคนเหล่านี้ ถูกมั๊ย? แล้วคนที่ค้านการยุบสภาก็จะออกมาประท้วงกันอีก มันก็ไม่จบ ใช่หรือเปล่า? แล้วเราก็ถามว่าถ้าให้ทำประชามติล่ะ จะได้รู้ไปเลยว่าตกลงคนไทยส่วนใหญ่คิดยังไงกันแน่ ผลออกมายังไงทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกให้ยุบก็ต้องยุบ แต่ถ้าไม่ ทางเสื้อแดงก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกัน
สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ ณ ตอนนี้ที่ผู้ชุมนุมมองเห็นนั้นมีแต่รัฐบาลและคนเสื้อแดง (และเสื้อเหลือง) โดยอาจเผลอลืมไปว่าก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจสีอะไรเลย คนเหล่านี้อาจจะเห็นด้วยกับการยุบสภาหรือไม่ก็ได้ คนเหล่านี้อาจมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบรัฐบาลหรือทักษิณ หากเราต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยจริงๆ ก็ลืมคนกลุ่มนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะประชาธิปไตยหมายถึงหนึ่งคนหนึ่งเสียง และทุกเสียงนั้มีค่าเท่ากันไม่ว่าจะเบาแค่ไหนก็ตาม
ประเด็นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครจะได้รับเลือกตั้งหรือทักษิณจะกลับมาหรือเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือมีคนบอกให้รัฐบาลยุบสภา ปัญหาคือมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าประชาชนคิดเหมือนตน มันจึงหาทางออกกันไม่ได้ เรื่องเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่มันเป็นอีกขั้นหลังจากนี้ ณ ตอนนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่กำลังเถียงกันอยู่และมันยังไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้น เราควรจะมุ่งไปที่การยุติปัญหาเรื่องจะยุบหรือไม่ยุบ จริงมั๊ย? การจะตัดสินเรื่องแบบนี้อย่างเป็นกลางที่สุดนั้นคือการทำตามมติของคนส่วนใหญ่ ถูกมั๊ย? ไม่ใช่ให้คน 6 คนหรือแม้กระทั่งแสนคนมาตัดสินให้อีก 70 ล้านที่เหลือ มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล เสื้อแดง อภิสิทธิ์ หรือทักษิณ แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นประชาธิปไตยที่ให้อำนาจกับประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง จริงหรือเปล่า?
ช่วงเวลาเพียง 10 นาทีที่ได้คุยกับคนขับแท๊กซี่เสื้อแดนั้นมีประโยชน์มาก เพราะเป็นการสนทนาระดับบุคคลที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เราได้เข้าใจว่าพี่เขาคิดดีกับประเทศจริง แต่เขาแค่ลืมมองคนอื่นๆเท่านั้นเอง เมื่อเราคุยกับเขาอย่างเป็นกลางและให้เกียรติ เขาก็เปิดใจและเริ่มมองเห็นความคิดเห็นของคนอื่นๆ
ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอถ้าเปิดใจ มองให้ทั่ว และไม่เห็นแก่ตัวหรือเอาใจ เราต้องไม่ลืมว่าเราคงไม่ได้อย่างใจ 100% เสมอ เราจึงต้องลองมองหาทางออกอื่นที่เป็นกลาง เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติภายใต้ธงไตรรงค์ผืนเดียวกัน
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
31 มีนาคม 2553

No comments:
Post a Comment