ฉันเดินทางมายาวไกล
เดินมาด้วยใจมุ่งมั่น
ว่าจะไปให้ถึงแดนแห่งฝัน
ข้ามผ่านคืนวันมามากมาย
เดินมาจนขาเริ่มหมดแรง
ความเข้มแข็งที่เคยมีเริ่มจางหาย
แต่ยังมองไม่เห็นดินแดนที่ฝันไว้
ความมั่นใจเริ่มเปลี่ยนไปเป็นคราบน้ำตา
------------
ท่ามกลางแสงแดดของหน้าร้อน
ยิ่งทำให้รู้สึกอ่อนล้า
ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลออกมา
ยิ่งย้ำเตือนว่าเหนื่อยหน่ายเหลือเกิน
...แล้วต้องเหนื่อยอีกนานแค่ไหน
มีอุปสรรคอีกเท่าไหร่ที่ต้องเผชิญ
หนทางอีกยาวไกลใช่ไหมที่ต้องเดิน
...หวั่นเหลือเกินว่าแดนแห่งฝันจะไม่มีจริง
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
ก่อน 2545
Monday, June 14, 2010
คงดีกว่า
จำได้มั๊ยที่เธอเคยบอกฉัน
เธอกลัวว่าสักวันเธอจะสูญเสียฉันไป
ก็อยากบอกเธอให้รู้เอาไว้
หากฉันจะห่างไปก็เป็นเพราะตัวเธอเอง
จริงอยู่ที่เรารักกัน
แต่แค่ความรักนั้นมันทำอะไรไม่ได้
ถึงแม้เธอจะมีความเข้าใจ
แต่ถ้าเราเข้ากันไม่ได้ก็จบกัน
ไปเถอะ...แยกกันไป
ไปตอนที่ใจเรายังรักกัน
ให้เรามีความรู้สึกดีๆเหลืออยู่บ้าง
อย่าให้เราจากกันในวันที่ไม่เหลืออะไร
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
ก่อน 2545
เธอกลัวว่าสักวันเธอจะสูญเสียฉันไป
ก็อยากบอกเธอให้รู้เอาไว้
หากฉันจะห่างไปก็เป็นเพราะตัวเธอเอง
จริงอยู่ที่เรารักกัน
แต่แค่ความรักนั้นมันทำอะไรไม่ได้
ถึงแม้เธอจะมีความเข้าใจ
แต่ถ้าเราเข้ากันไม่ได้ก็จบกัน
ไปเถอะ...แยกกันไป
ไปตอนที่ใจเรายังรักกัน
ให้เรามีความรู้สึกดีๆเหลืออยู่บ้าง
อย่าให้เราจากกันในวันที่ไม่เหลืออะไร
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
ก่อน 2545
อย่าถามฉันเลย
เธอบอกเราต้องแยกกัน
เธอถามฉัน...มันคงดีแล้วใช่ไหม
แล้วฉันคนนี้จะพูดอะไร
เพราะไม่อยากให้เธอไปเลยจริงๆ
อย่ามาถามความรู้สึกฉันเลย
เพราะจะให้โกหกว่าเฉยๆ...คงทำไม่ได้
แต่เมื่อเธอจำเป็นต้องไป
ก็จะไม่รั้งเธอไว้ให้เสียเวลา
แค่เธอบอกเสียใจเหมือนๆกัน
แค่หนึ่งคำนั้น...กับฉันมันก็มีค่า
ขอบใจนะสิ่งดีๆที่มีให้ตลอดมา
ไม่เป็นไรหรอกที่ฉันมีน้ำตา...ก็ขอให้โชคดี
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
ก่อน 2545
เธอถามฉัน...มันคงดีแล้วใช่ไหม
แล้วฉันคนนี้จะพูดอะไร
เพราะไม่อยากให้เธอไปเลยจริงๆ
อย่ามาถามความรู้สึกฉันเลย
เพราะจะให้โกหกว่าเฉยๆ...คงทำไม่ได้
แต่เมื่อเธอจำเป็นต้องไป
ก็จะไม่รั้งเธอไว้ให้เสียเวลา
แค่เธอบอกเสียใจเหมือนๆกัน
แค่หนึ่งคำนั้น...กับฉันมันก็มีค่า
ขอบใจนะสิ่งดีๆที่มีให้ตลอดมา
ไม่เป็นไรหรอกที่ฉันมีน้ำตา...ก็ขอให้โชคดี
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
ก่อน 2545
Thursday, June 10, 2010
...มันเร็วไปมั๊ยที่จะคบกัน?

...Is it too fast?
คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัว รู้นะว่าเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ก็เพราะตัวฉันเองเคยผ่านความรักมาแล้ว จนเกิดความกลัว ไม่มั่นใจในคำๆนี้ หากไม่เคยมีใครเลย ฉันคงจะตอบได้อย่างไม่คิด ไม่มีลังเล แต่เพราะชีวิตฉันเคยมีคนผ่านเข้ามา ฉันพบความสุข ความเศร้า ความเหงา ความผูกพัน จนฉันรู้ว่ามันไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ฉันกลัวที่ต้องเศร้าหลังจากความสุข ฉันกลัวปัญหาและความอึดอัดที่มันต้องตามมาพร้อมกับความสัมพันธ์ของคน 2 คน ฉันเคยสามารถเอื้อนเอ่ยคำสัญญาเมื่อแรกคบกัน แล้วจึงได้เรียนรู้ว่า มันก็เป็นแค่คำสัญญา ฉันรู้ว่าเวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่การปล่อยเวลาให้มันค่อยเป็นค่อยไป มันก็เป็นเรื่องที่ดีใช่มั๊ย? ค่อยๆพัฒนาความรู้สึก ค่อยๆพัฒนาความผูกพันที่มีต่อกันอย่างช้าๆแต่มั่นคง ฉันจะไม่ขอคำสัญญาใดๆ เพราะฉันรู้ว่ามันไม่จำเป็น และฉันเองก็คงไม่สัญญาใดๆ เพราะฉันไม่อยากคาดหวัง ...คนเรา เมื่อคาดหวังก็มักจะรอคอย จดจ้อง และยึดติด แต่ฉันคงแอบฝันและแอบนึกไปตามแต่ใจ โดยไม่ยึดติด
ฉันไม่มั่นใจ ฉันกลัว มันไม่ได้เป็นเพราะใคร แต่เป็นเพราะตัวฉันเอง ที่กลัว กลัวการรักกันที่ต้องลงเอยแบบไม่สวยงาม กลัวการผูกพันที่ต้องจากลา ...เพราะมันยากและเจ็บปวดเกินไป ฉันกลัวในคำว่า “คบกัน” คำว่า”ผูกพัน” และคำว่า”ความรัก” แต่ฉันจะพยายามเชื่อมันอีกครั้ง ...ฉันอยากจะเชื่ออีกครั้ง ...เธอพอจะช่วยฉันได้ไหม?
...Do you feel the difference?
มันไม่ใช่ความรู้สึกอย่างที่ผ่านๆมา มันไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากความตื่นเต้น ความสนุก หรือความแปลกใหม่ หน้าฉันไม่แดง มือไม่ร้อนผ่าว หัวใจไม่ได้เต้นระส่ำระสาย ทุกอย่างเป็นปกติดี หากแต่ฉันมีรอยยิ้มที่มุมปาก มือที่ถูกบีบแน่นจนชากลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ...อบอุ่นไปถึงหัวใจ
ฉันไม่ได้ใช้เวลาไปกับการคร่ำครวญถึงเหตุการณ์ แต่ฉันใช้เวลากับการยืนนิ่งอย่างเป็นสุข ฉันแอบยิ้มอยู่ในใจ แต่ไม่กระโตกกระตาก ฉันรู้สึกดี และมันไม่ใช่ความใคร่ แต่มันคือความอบอุ่น ที่ความรู้สึกดีๆได้ถูกส่งผ่านมือที่กำลังกุมกระชับกันอยู่ ความรู้สึกดีๆที่ถูกส่งผ่านบทสนทนาที่เงียบงัน และแววตาเปื้อนยิ้ม
...เกือบลืมไปแล้วว่า มือของใครสักคนมันอบอุ่นขนาดนี้
...มันจะเร็วไปไหม? ฉันไม่สนใจอีกต่อไป เพราะตอนนี้ฉันรู้ว่าฉันรู้สึก และฉันรู้ว่านั่นคือความจริง
Hey… I am feeling love (^_^)
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
6 พฤษภาคม 2549
(หลังตกลงคบกัน)
Wednesday, June 9, 2010
Growing Over the Distance
Today is another really happy day. All because of the conversations we had on the phone. It is so strange how it gets to this point. I thought being far in distance would be torturing. Yes… it is still torturing since there’re times I really want to see him. But to be honest. In a far distance, we give each other some space to think about each other … to think about each of ourselves …and most of all ..we have time to miss each other (at least, that’s what I believe). Being far gives us time. It’s time to slow down the passion and grow up the real good feelings toward each other. Yes, I had a lesson to take some time. And I’m taking time for this relationship to grow bit by bit. Grow the knowings and understandings in one another. Grow our thoughts. Grow our hearts. No rush… I keep in mind. I just want things go slow but naturally. It is, I admit, hard to believe that although we’re this far, our feelings keep on growing ( and it’s getting really big now.) through lovely and happy conversations. Lovely conversations get me fresh but happy conversations give me warmth.
Yes… it is hard to find someone who can have this conversation with you. It is harder when another feels the same. I was worried that I may had gone beyond the line that my feelings grew too big. I was afraid that if my feelings grew bigger than another one. I still doubted I confessed. But I started to not care because …what da hell! I’m feeling it. What can I do? I’m feeling it. So just let it be. I may get hurt? Fine! Better than not letting my heart feel this blossom at all.
Yes… conversations. Words. Thoughts. Excitements. Sweetness. Truths. Passions. Feelings. They all matter. They just make me smile.
…again. It’s just what I believe…
คืนนี้ฉันจะหลับด้วยรอยยิ้ม
...แล้วเธอล่ะ กำลังยิ้มเหมือนฉันไหม
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
24 เมษายน 2549
Yes… it is hard to find someone who can have this conversation with you. It is harder when another feels the same. I was worried that I may had gone beyond the line that my feelings grew too big. I was afraid that if my feelings grew bigger than another one. I still doubted I confessed. But I started to not care because …what da hell! I’m feeling it. What can I do? I’m feeling it. So just let it be. I may get hurt? Fine! Better than not letting my heart feel this blossom at all.
Yes… conversations. Words. Thoughts. Excitements. Sweetness. Truths. Passions. Feelings. They all matter. They just make me smile.
…again. It’s just what I believe…
คืนนี้ฉันจะหลับด้วยรอยยิ้ม
...แล้วเธอล่ะ กำลังยิ้มเหมือนฉันไหม
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
24 เมษายน 2549
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรากำลัง “in love”?
ฉันไม่รู้หรอกนะว่าสำหรับคนอื่นมันเป็นยังไง แต่สำหรับฉัน...
ฉันยิ้มได้แม้ตอนอยู่คนเดียว เพราะได้นึกถึงใครบางคน
ฉันรู้สึกดีเมื่อได้ฟังเพลงรัก
ฉันทานอาหารอร่อยไม่เท่าเดิม แต่ฉันอิ่มกว่าเดิม และมีความสุขกว่าเดิม
ฉันเคลิบเคลิ้มเมื่อได้อ่านข้อความที่สวยงาม
ฉันแอบยิ้มเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ ...เพราะแอบหวังว่าจะเป็นใครคนนั้น
ฉันรู้สึกเขินเมื่อได้ดูฉาก love scene ในหนัง แอบยิ้มในหัวใจ ...แม้จะนั่งอยู่คนเดียว
ฉันหัวเราะเมื่อได้คุยกับเขา
ฉันอารมณ์ดีทั้งวัน เมื่อได้เริ่มต้นวันด้วยการพูดคุยกับเขา
และฉันไม่สามารถหยุดยิ้มได้เลย เมื่อวางสายจากเขา
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
23 เมษายน 2549
ฉันยิ้มได้แม้ตอนอยู่คนเดียว เพราะได้นึกถึงใครบางคน
ฉันรู้สึกดีเมื่อได้ฟังเพลงรัก
ฉันทานอาหารอร่อยไม่เท่าเดิม แต่ฉันอิ่มกว่าเดิม และมีความสุขกว่าเดิม
ฉันเคลิบเคลิ้มเมื่อได้อ่านข้อความที่สวยงาม
ฉันแอบยิ้มเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ ...เพราะแอบหวังว่าจะเป็นใครคนนั้น
ฉันรู้สึกเขินเมื่อได้ดูฉาก love scene ในหนัง แอบยิ้มในหัวใจ ...แม้จะนั่งอยู่คนเดียว
ฉันหัวเราะเมื่อได้คุยกับเขา
ฉันอารมณ์ดีทั้งวัน เมื่อได้เริ่มต้นวันด้วยการพูดคุยกับเขา
และฉันไม่สามารถหยุดยิ้มได้เลย เมื่อวางสายจากเขา
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
23 เมษายน 2549
A Special Person
I’m not sure if you are important. But I know that you are SPECIAL …special enough that you have became someone who can make me SMILE all day.
Make me smile everyday (^_^)
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
(22 เมษายน 2549)
Make me smile everyday (^_^)
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
(22 เมษายน 2549)
การได้รักใครสักคน ได้อยู่กับใครสักคนไปจนตาย คงเป็นเรื่องที่ดีนะ
...เพราะการลาจากมันเจ็บปวดเกินไป
...เจ็บปวดที่ต้องเสียไป
...เจ็บปวดที่ไม่อาจเป็นเหมือนเดิม
[พูดให้พ่อฟัง...พ่อบอกว่า “แต่การจะรักใครสักคน อยู่กับใครสักคนให้ได้นานขนาดนั้น ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก”]
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
เมษายน 2549
...เพราะการลาจากมันเจ็บปวดเกินไป
...เจ็บปวดที่ต้องเสียไป
...เจ็บปวดที่ไม่อาจเป็นเหมือนเดิม
[พูดให้พ่อฟัง...พ่อบอกว่า “แต่การจะรักใครสักคน อยู่กับใครสักคนให้ได้นานขนาดนั้น ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก”]
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
เมษายน 2549
Sunday, June 6, 2010
ขอบคุณ
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกอย่างนี้
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
ขอบคุณที่ทำให้ใจฉันสั่นไหวแค่พอดี
ขอบคุณที่ทำให้โลกสดใส
ขอบคุณที่ทำให้ฟ้ากว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ขอบคุณสำหรับรอยยิ้ม อ้อมกอด และแววตาที่อ่อนโยน
ขอบคุณ...
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
20 พฤกษภาคม 2549
ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
ขอบคุณที่ทำให้ใจฉันสั่นไหวแค่พอดี
ขอบคุณที่ทำให้โลกสดใส
ขอบคุณที่ทำให้ฟ้ากว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ขอบคุณสำหรับรอยยิ้ม อ้อมกอด และแววตาที่อ่อนโยน
ขอบคุณ...
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
20 พฤกษภาคม 2549
ความรู้สึกดีๆ
(6 พฤกษภาคม 2549)
มันคือความแตกต่าง
จากทุกอย่างที่เคยมี
มันคือความรู้สึกดีๆ
ที่ทำให้หวั่นไหว
มันคือความอบอุ่น
ที่หอมกรุ่นในหัวใจ
...คือสิ่งที่สัมผัสได้
จากหัวใจที่ยิ้มให้กัน
(14 พฤกษภาคม 2549)
ที่ฉันรู้สึก มันไม่ใช่ความตื่นเต้นที่ทำให้หวั่นไหว ไม่ใช่ความสนุกในความรู้สึกแปลกใหม่ แต่มันคือความคุ้นเคยที่เหมือนขาดหายไป มันคือสิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกข้างใน มันทำให้ฉันมีพลัง ...พลังที่จะทำอะไรหลายๆอย่าง ...พลังที่ทำให้ฉันยิ้ม ...พลังที่ฉันอยากแบ่งให้คนรอบข้างได้ยิ้ม ...พลังที่ทำให้รู้สึกว่า ปัญหาอะไรก็คงเล็กน้อย หากยังมีมือนี้กุมฉันอยู่ และยังมีแววตาที่อ่อนโยนนี้ ประคับประคองความรู้สึกฉัน อย่างจริงใจ

....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
มันคือความแตกต่าง
จากทุกอย่างที่เคยมี
มันคือความรู้สึกดีๆ
ที่ทำให้หวั่นไหว
มันคือความอบอุ่น
ที่หอมกรุ่นในหัวใจ
...คือสิ่งที่สัมผัสได้
จากหัวใจที่ยิ้มให้กัน
(14 พฤกษภาคม 2549)
ที่ฉันรู้สึก มันไม่ใช่ความตื่นเต้นที่ทำให้หวั่นไหว ไม่ใช่ความสนุกในความรู้สึกแปลกใหม่ แต่มันคือความคุ้นเคยที่เหมือนขาดหายไป มันคือสิ่งที่เติมเต็มความรู้สึกข้างใน มันทำให้ฉันมีพลัง ...พลังที่จะทำอะไรหลายๆอย่าง ...พลังที่ทำให้ฉันยิ้ม ...พลังที่ฉันอยากแบ่งให้คนรอบข้างได้ยิ้ม ...พลังที่ทำให้รู้สึกว่า ปัญหาอะไรก็คงเล็กน้อย หากยังมีมือนี้กุมฉันอยู่ และยังมีแววตาที่อ่อนโยนนี้ ประคับประคองความรู้สึกฉัน อย่างจริงใจ

....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
Friday, June 4, 2010
ทางออกที่เป็นกลาง?
หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นหลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลและตัวแทนผู้ชุมนุม ซึ่งถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ และได้รับการเห็นด้วยจากคนส่วนใหญ่ ทั้งแดง เหลือง หลากสี และไม่มีสี น่าเสียดายที่เราไม่สามารถเลือกทางเดินแบบสันติได้จริง ผลคือการบาดเจ็บ-เสียชีวิตของทุกฝ่าย และสภาพบ้านเมืองที่ถูกทำลาย ควันไฟลอยเกลื่อนฟ้า...
....................................................................
....................................................................
เมื่อคืนได้นั่งแท๊กซี่เสื้อแดงกลับบ้าน เลยมีโอกาสได้ลองพูดคุยกับเขาดู
ถามเขาว่าถ้ารัฐบาลตกลงยุบสภาจริงตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง แล้วประชนที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาล่ะ มันก็จะไม่แฟร์กับคนเหล่านี้ ถูกมั๊ย? แล้วคนที่ค้านการยุบสภาก็จะออกมาประท้วงกันอีก มันก็ไม่จบ ใช่หรือเปล่า? แล้วเราก็ถามว่าถ้าให้ทำประชามติล่ะ จะได้รู้ไปเลยว่าตกลงคนไทยส่วนใหญ่คิดยังไงกันแน่ ผลออกมายังไงทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกให้ยุบก็ต้องยุบ แต่ถ้าไม่ ทางเสื้อแดงก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกัน
สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ ณ ตอนนี้ที่ผู้ชุมนุมมองเห็นนั้นมีแต่รัฐบาลและคนเสื้อแดง (และเสื้อเหลือง) โดยอาจเผลอลืมไปว่าก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจสีอะไรเลย คนเหล่านี้อาจจะเห็นด้วยกับการยุบสภาหรือไม่ก็ได้ คนเหล่านี้อาจมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบรัฐบาลหรือทักษิณ หากเราต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยจริงๆ ก็ลืมคนกลุ่มนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะประชาธิปไตยหมายถึงหนึ่งคนหนึ่งเสียง และทุกเสียงนั้มีค่าเท่ากันไม่ว่าจะเบาแค่ไหนก็ตาม
ประเด็นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครจะได้รับเลือกตั้งหรือทักษิณจะกลับมาหรือเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือมีคนบอกให้รัฐบาลยุบสภา ปัญหาคือมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าประชาชนคิดเหมือนตน มันจึงหาทางออกกันไม่ได้ เรื่องเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่มันเป็นอีกขั้นหลังจากนี้ ณ ตอนนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่กำลังเถียงกันอยู่และมันยังไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้น เราควรจะมุ่งไปที่การยุติปัญหาเรื่องจะยุบหรือไม่ยุบ จริงมั๊ย? การจะตัดสินเรื่องแบบนี้อย่างเป็นกลางที่สุดนั้นคือการทำตามมติของคนส่วนใหญ่ ถูกมั๊ย? ไม่ใช่ให้คน 6 คนหรือแม้กระทั่งแสนคนมาตัดสินให้อีก 70 ล้านที่เหลือ มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล เสื้อแดง อภิสิทธิ์ หรือทักษิณ แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นประชาธิปไตยที่ให้อำนาจกับประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง จริงหรือเปล่า?
ช่วงเวลาเพียง 10 นาทีที่ได้คุยกับคนขับแท๊กซี่เสื้อแดนั้นมีประโยชน์มาก เพราะเป็นการสนทนาระดับบุคคลที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เราได้เข้าใจว่าพี่เขาคิดดีกับประเทศจริง แต่เขาแค่ลืมมองคนอื่นๆเท่านั้นเอง เมื่อเราคุยกับเขาอย่างเป็นกลางและให้เกียรติ เขาก็เปิดใจและเริ่มมองเห็นความคิดเห็นของคนอื่นๆ
ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอถ้าเปิดใจ มองให้ทั่ว และไม่เห็นแก่ตัวหรือเอาใจ เราต้องไม่ลืมว่าเราคงไม่ได้อย่างใจ 100% เสมอ เราจึงต้องลองมองหาทางออกอื่นที่เป็นกลาง เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติภายใต้ธงไตรรงค์ผืนเดียวกัน
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
31 มีนาคม 2553
ถามเขาว่าถ้ารัฐบาลตกลงยุบสภาจริงตามที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง แล้วประชนที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาล่ะ มันก็จะไม่แฟร์กับคนเหล่านี้ ถูกมั๊ย? แล้วคนที่ค้านการยุบสภาก็จะออกมาประท้วงกันอีก มันก็ไม่จบ ใช่หรือเปล่า? แล้วเราก็ถามว่าถ้าให้ทำประชามติล่ะ จะได้รู้ไปเลยว่าตกลงคนไทยส่วนใหญ่คิดยังไงกันแน่ ผลออกมายังไงทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ถ้าเสียงส่วนใหญ่บอกให้ยุบก็ต้องยุบ แต่ถ้าไม่ ทางเสื้อแดงก็ต้องยอมรับด้วยเช่นกัน
สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือ ณ ตอนนี้ที่ผู้ชุมนุมมองเห็นนั้นมีแต่รัฐบาลและคนเสื้อแดง (และเสื้อเหลือง) โดยอาจเผลอลืมไปว่าก็มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจสีอะไรเลย คนเหล่านี้อาจจะเห็นด้วยกับการยุบสภาหรือไม่ก็ได้ คนเหล่านี้อาจมีทั้งที่ชอบและไม่ชอบรัฐบาลหรือทักษิณ หากเราต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยจริงๆ ก็ลืมคนกลุ่มนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะประชาธิปไตยหมายถึงหนึ่งคนหนึ่งเสียง และทุกเสียงนั้มีค่าเท่ากันไม่ว่าจะเบาแค่ไหนก็ตาม
ประเด็นตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครจะได้รับเลือกตั้งหรือทักษิณจะกลับมาหรือเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือมีคนบอกให้รัฐบาลยุบสภา ปัญหาคือมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และต่างฝ่ายต่างก็บอกว่าประชาชนคิดเหมือนตน มันจึงหาทางออกกันไม่ได้ เรื่องเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลใหม่มันเป็นอีกขั้นหลังจากนี้ ณ ตอนนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่กำลังเถียงกันอยู่และมันยังไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้น เราควรจะมุ่งไปที่การยุติปัญหาเรื่องจะยุบหรือไม่ยุบ จริงมั๊ย? การจะตัดสินเรื่องแบบนี้อย่างเป็นกลางที่สุดนั้นคือการทำตามมติของคนส่วนใหญ่ ถูกมั๊ย? ไม่ใช่ให้คน 6 คนหรือแม้กระทั่งแสนคนมาตัดสินให้อีก 70 ล้านที่เหลือ มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล เสื้อแดง อภิสิทธิ์ หรือทักษิณ แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นประชาธิปไตยที่ให้อำนาจกับประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง จริงหรือเปล่า?
ช่วงเวลาเพียง 10 นาทีที่ได้คุยกับคนขับแท๊กซี่เสื้อแดนั้นมีประโยชน์มาก เพราะเป็นการสนทนาระดับบุคคลที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เราได้เข้าใจว่าพี่เขาคิดดีกับประเทศจริง แต่เขาแค่ลืมมองคนอื่นๆเท่านั้นเอง เมื่อเราคุยกับเขาอย่างเป็นกลางและให้เกียรติ เขาก็เปิดใจและเริ่มมองเห็นความคิดเห็นของคนอื่นๆ
ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอถ้าเปิดใจ มองให้ทั่ว และไม่เห็นแก่ตัวหรือเอาใจ เราต้องไม่ลืมว่าเราคงไม่ได้อย่างใจ 100% เสมอ เราจึงต้องลองมองหาทางออกอื่นที่เป็นกลาง เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติภายใต้ธงไตรรงค์ผืนเดียวกัน
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
31 มีนาคม 2553
Thursday, June 3, 2010
THANK YOU (ขอบคุณ)

อาจเป็นเพราะฟ้า
อาจเป็นเพราะสายลม
อาจเพราะจันทร์ดวงกลมๆ
ที่ทำให้เราพานพบ
อาจเป็นเพราะบังเอิญ
ที่เราเดินทางมาบรรจบ
ให้เราได้พบ
ได้รักและได้ผูกพัน
..............
จะขอบคุณฟ้า
จะขอบคุณสายลม
หรือใครที่เป็นคน
ทำให้เราไ้ด้เจอกัน
จะขอบคุณทุกอย่าง
ที่ทำให้เธอมองเห็นฉัน
แต่ขอบคุณที่สุดนั้น
คือเธอที่รักฉันหมดใจ
..ได้ยินไหม
ฉันก็รักเธอเช่นกัน
....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
22:37 17 มกราคม 2553
โลกใบเล็กของเด็กชายหน้าหัก
กาลครั้งหนึ่งเพิ่งไม่นานมานี้เอง มีเด็กชายคนหนึ่งมีใบหน้าหักสั้น ดั้งจมูกยุบ ตาโปน แก้มห้อย ตามลำตัวของเด็กน้อยนี้มีขนขึ้นอยู่ ซึ่งถึงแม้จะไม่ยาวแต่ดกหนาเต็มไปหมด เด็กคนนี้มีงานอดิเรกคือเลียมือตัวเอง ซึ่งทุกคนตั้งฉายามือที่ถูกเลียอันนี้ว่า "โลลี่ป๊อป" ตามชื่ออมยิ้มยี่ห้อดังนั้นเอง แต่สิ่งที่เด่นในตัวเด็กคนนี้นอกเหนือไปจากใบหน้าอันสั้นหักแล้วก็คืออุปนิสัยที่ชอบให้คนเกาก้นนั่นเอง เมื่อเวลาที่มีคน (ซึ่งมีจำนวนไม่มาก) ยอมเกาก้นให้ หน้าที่สั้นหักนี้ก็จะเริ่มเหยเกไปด้วยความเมามันส์ เมื่อมีเวลาว่าง ซึ่งนั่นหมายถึงเวลาเกือบทั้งวันนั้น เด็กน้อยจะใช้เวลาหมดไปกับการนอน ...บนที่ราบสูงที่มีพื้นผิวหนานุ่ม เมื่อแรกตื่น เด็กน้อยจะมีสีหน้ายับย่น แสดงความหงุดหงิดออกมาให้เห็น แต่เมื่อตั้งสตินึกได้ว่า สีหน้าแบบนี้ผู้ใหญ่ไม่เอ็นดู ก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าให้น่ารัก ดูไม่มีพิษสง เอียงหัวไปมาน่าเอ็นดู แต่หากเผลอแล้วล่ะก็ เด็กน้อยก็จะกลายร่างเป็นอสูรร้ายที่ชอบพุ่งเข้ากัดกินและทำร้ายทิชชู่ที่อยู่ในถังขยะ จนกระจัดกระจายไม่เหลือชิ้นดี ...หรือแม้แต่กลิ่นดีๆ ในช่องปากใช่แล้ว คนที่ต้องรับผลกรรมนี้ก็ไม่ใช่ใคร แต่ก็คือหญิงสาวผู้ที่รับอุปการะและยอมรับการเป็นมารดาให้กับเด็กน้อย ผู้ซึ่งทุกคืนต้องนอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มเดียวกับเด็กน้อย ..ผ้าห่ม ที่ไม่เหลือซึ่งกลิ่นอายของความสดชื่น ...ผ้าห่ม ที่ไม่เหลือซึ่งความหอมสะอาด
แต่หากผู้เป็นแม่นั้นไม่อยู่เล่า ใครกันที่ต้องรับหน้าที่นี้ไป แน่นอนว่าคือผู้น้าของเด็กน้อย ที่รับอุปการะดูแลเด็กน้อยในยามที่มารดาไม่อยู่ ทุกๆ วันเมื่อผู้น้ารู้สึกตัว ผู้น้าก็จะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผดมาจากเด็กน้อย ที่ยังคงทำหน้าตาน่ารักไร้เดียงสา นั้นก็เพราะเวลาตื่นนอนของผู้น้านั้นคงจะสายไป เกินที่เด็กน้อยจะทนอั้นชิ้งฉ่องไว้ได้ ทันทีที่ผู้น้าเปิดประตูห้องนอน เด็กน้อยก็จะรีบวิ่งพุ่งพรวดจนหน้าเกือบคว่ำ หมายจะออกไปปลดทุกข์ด้านนอกประตูบ้าน โดยมักลืมไปว่าโลกภายนอกนั้นแสนน่ากลัว เพราะมีมฤตูสีน้ำตาลคอยจ้องเด็กน้อยเมื่องย่างเท้าออกจากบ้านอยู่ทุกขณะ สิ่งที่ผู้น้าทำได้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอันโหดร้ายคือการกล่อมเด็กน้อยในยอมกินข้าว ซึ่งเด็กน้อยนั้นไม่เคยชอบเลย เพื่อดึงเวลาให้มฤตยูสี่น้ำตาลนั้นหลวมตัว แล้วจึงได้เปิดประตูให้เด็กน้อยก้าวออกไปผจญโลกตามลำพัง
ใช่แล้ว... ในที่สุด เด็กน้อยก็ถึงเวลาที่จะได้ออกไปเผชิญโลกตามลำพัง..


....................................................................
กัลยกร นาคสมภพ
15 มกราคม 2553
Subscribe to:
Posts (Atom)
